Load Game Deadrising 2


DEAD RISING 2

DEAD RISING 2
เกี่ยวกับเกมส์

Dead Rising 2 จะให้ผู้เล่นได้สำราญกับการใช้อาวุธใหม่ๆ ในการห้ำหั่นกับเหล่าซอมบี้กว่าพันล้านตัวที่กบดานอยู่ในคาสิโนในเมือง Fortune City เนื้อเรื่องของ Dead Rising 2 จะเป็นเหตุการณ์หลายปีหลังจากเหตุการณ์ในห้างสรรพสินค้าในเมือง Willamette หลังจากเหตุการณ์ที่เปรียบเสมือนฝันร้ายในครั้งนั้น ไวรัสซอมบี้ก็ยังไม่หยุดที่จะแพร่ระบาดออกไปทั่วสหรัฐอเมริกา

ขอขอบคุณ คุณ Ramis
credit Ramis 



ข้อมูลของเกมส์นี้
Year: Sep 28, 2010
Genre: Action Adventure
Developer: CAPCOM, Blue Castle Games
Publisher: CAPCOM
ESRB: Mature
=================================================================
สเปคเครื่องที่สามารถเล่นเกมส์นี้ได้
• OS: Windows Vista®/XP, Windows 7
• Processor: Intel Core 2 Duo 2.4 Ghz or better, AMD Athlon X2 2.2 Ghz or better
• Memory: 2 GB RAM
• Graphics: NVIDIA® GeForce® 8800GTS or better, ATI Radeon™ HD 3850 or better
• DirectX®: DirectX® 9.0c and DirectX® 10 (Enhanced for: DirectX 10, 64-bit, multi-core)
• Hard Drive: 8.5 GB free hard drive space
• Sound: Standard audio device

=================================================================





















- ลงเกมใส่รหัส 0 ทุกตัวครับ - 

-!@!-MediaFire-Sharekey-!@!-

Part 01 : Part 02 : Part 03 : Part 04 : Part 05 : Part 06 : Part 07
Part 08 : Part 09 : Part 10 : Part 11 : Part 12 : Part 13 : Part 14
Part 15 : Part 16 : Part 17 : Part 18 : Part 19 : Part 20 : Part 21
Part 22 : Part 23 : Part 24 : Part 25 : Part 26 : Part 27 : Part 28
Part 29 : Part 30 : Part 31 : Part 32 : Part 33 : Part 34

* Crack - SKIDROW *

http://www.mediafire.com/?1xm6ynbcojvag3c

ปัญหา MSVCR100.dll ให้ลง VisualC++ redist

For 32bit systems:
Microsoft Visual C++

For 64bit systems:
Microsoft Visual C++
วิธีแก้ไข

1.
Click Start
click Run
พิมพ์ MSIEXEC /UNREGISTER
click OK
ทำขั้นที่ 2 ต่อโลด


2.
Click Start
click Run
พิมพ์ MSIEXEC /REGSERVER
click OK
รอสักครู่

3. หลังจากนั้นลองทดสอบลงเกมดูอีกครั้งครับ
Password
โหลดจากลิงค์นี้ziddu หรือ Upload.tc
** สำคัญ : หากไฟล์เสียให้เปิดไฟล์ .rar ที่ได้โหลดมาโดยการดับเบิลคลิกเปิดที่ไฟล์นั้น แล้วกดปุ่ม Alt+R ที่คีย์บอร์ดเพื่อซ่อมจะได้ไฟล์ใหม่ขึ้นมาครับ



ขอขอบคุณ คุณ Ramis
credit Ramis 

mv Rainie yang,yang chen lin,杨丞琳

การตั้งค่าในเรื่องที่เกี่ยวกับการทำโอเวอร์คล็อก

การปรับเปลี่ยนค่าต่าง ๆ ทำที่ไหน

การปรับเปลี่ยนค่าของ FSB หรือ ตัวคูณ รวมทั้งค่าต่าง ๆ เช่น Vcore ที่ผมจะำพูดถึุงต่อไป ต้องดูจากคู่มือของเมนบอร์ดประกอบด้วยนะครับ เพราะเมนบอร์ดแต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกับ บางรุ่นอาจจะทำการปรับโดยการเปลี่ยน jumper บนเมนบอร์ดโดยตรง แต่บางรุ่นอาจจะเป็นการเข้าไปปรับค่าใน BIOS ครับ ดังนั้นต้องดูตามคู่มือของเมนบอร์ดด้วย หากไม่มีคู่มือ ก็คงต้องลองมองหาเอาเอง ทั้งจากเมนบอร์ดที่อาจจะมีการพิมพ์ติดไว้หรือการตั้งค่าต่าง ๆ ใน BIOS ด้วยครับว่ามีให้ปรับด้วยหรือเปล่า

เริ่มต้นการทำ Over Clock

หลังจากกำหนดความเร็วของ CPU ก็ทราบกันแล้วนะครับ ดังนั้นการทำ Over Clock ก็เริ่มต้นได้่เลย โดยการตั้งค่า FSB และ Multipel หรือตัวคูณใหม่ให้ได้ค่าที่เร็วกว่าเดิม โดยให้ทำการเพิ่มขึ้นไปทีละขั้นนะครับ เช่นจาก 400 MHz ที่ 100 x 4 ก็เพิ่มเป็น 420 MHz ที่ 405 x 4 ก่อน แล้วทดลองใ้ช้งานดูสักพักหนึ่งว่ามีปัญหาการใช้งานหรือไม่ ความร้อนเพิ่มขึ้นมามากน้อยเพียงใด หากยังเป็นปกติดี ก็ให้เพิ่มความเร็วไปเรื่อย ๆ จนถึงขีดสุดของ CPU ครับคือเครื่องจะเริ่มมีปัญหา เข้า Windows ไม่ได้ หรือเข้าได้แต่ใช้งานหนัก ๆ แล้วจะแฮงค์นั่นแปลว่าถึงขีดสุดของ CPU แล้ว ก็ให้ลดความเร็วลงมา 1 ขั้นก่อนที่จะ้เริ่มพบปัญหาครับ ถ้าการใช้งานต่าง ๆ เป็นปกติดีก็ถือว่าผ่าน (ในขั้นตอนแรกนะครับ) ขั้นตอนต่อไปก็คือการจัดการกับระบบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทำการ Over Clock หรือเพิ่มความเร็วให้มากขึ้น โดยการปรับปรุงค่าต่าง ๆ ที่จะแนะนำต่อไป

การปรับ Vcore กับการทำ Over Clock

ก่อนอื่นมารู้จักกันก่อน Vcore คือค่าของ ไฟเลี้ยงของ CPU ซึ่งแต่ละรุ่นจะใช้ไฟเลี้ยงไม่เท่ากัน ดังนั้นต้องศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ ให้ดีนะครับว่า ค่าปกติของ CPU แต่ละรุ่นเป็นเท่าำำไร เช่น K6II , K6II จะใช้ 2.2 V. , Celeron , PII และ PIII จะใช้ 2.0 V. และ PIII รุ่นใหม่ ๆ จะใช้ที่ 1.6 V. ส่วนใหญ่จะสามารถเพิ่มค่าของ Vcore ขึ้นไปได้อีกประมาณ 0.2 - 0.4 V. โดยที่การเพิ่ม Vcore ให้มากขึ้นก็จะสมารถทำให้การ Over Clock ทำได้มากขึ้นตามไปด้วย แต่การเพิม Vcore ไปมากเท่าไร ความร้อนของ CPU ก็จะเพิ่มมากตามไปด้วยนะครับ หลักการเพิ่ม Vcore โดยทั่วไปก็คือ ให้เพิ่มขึ้นทีละน้อยทีสุดครับ เช่นทีละ 0.05 V. หรือทีละ 0.1 V. และทดลองใช้งานดู หากยังไม่เสถียรนัก ก็ลองเพิ่ม Vcore ขึ้นไปอีก โดยที่รวมแล้ว ต้องไม่มากจนเกินไปนะครับ คือ ไม่ควรเกินกว่าปกติมากกว่า 0.2 - 0.4 V. ไม่เช่นนั้น CPU ของคุณอาจพังได้นะครับ (สำหรับท่านที่โชคดี ได้ CPU ตัวที่ดี ๆ มาใช้อาจจะสามารถนำมาทำ Over Clock โดยที่ไม่ต้องเพิ่มไฟ Vcore เลยก็ได้ แต่ค่อนข้างจะหายาก)

อีกนิด สำหรับ CPU แบบ Slot 1 ส่วนใหญ่จะเป็นการ Detect จากเมนบอร์ด ทำให้เราไม่สามารถปรับค่าไฟ Vcore ให้เพิ่มขึ้นได้นะครับ แต่ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งคือการปิดขา CPU เพื่อเพิ่มไฟ ลองหาอ่านจาก Link การเปิดขา CPU slot - 1 เพื่อเพิ่ม Vcore

การระบายความร้่ิืิอนที่ดี สำหรับการทำ Over Clock

หัวใจสำคัญของการทำ Over Clock ก็คือการระบายความร้อนออกจากตัว CPU ยิ่งเราทำการระบายความร้อนได้ดีมากเพียงใด ก็จะทำให้เราสามารถทำ Over Clock ได้มากขึ้นเท่านั้นครับ และยังสามารถยืดอายุการใช้งานของ CPU ได้อีกด้วย วิธีการระบายความร้อนก็มีอยู่ำไม่กี่วิธีนะครับ ลองอ่านและืำืทำความเข้าใจ หลังจากนั้นลองเลือกทำตามที่คุณคิดว่าพอจะทำได้ อันไหนมันโหดเกินไป ก็ข้าม ๆ ไปบ้างก็ได้ (แต่ถ้าทำได้ทุกอย่างก็ดี)
การเปลี่ยนพัดลมระบายความร้อนของ CPU
เรียกได้ว่าเป็นสิ่งแรกเลยที่ควรจะทำครับ เนื่องจากว่าโดยปกติแล้ว พัดลมของ CPU ที่มีมาให้เิดิม ๆ นั้นส่วนใหญ่จะเป็นแค่ตัวเล็ก ๆ เท่านั้น การที่เราเปลี่ยนพัดลมระบายความร้อนของ CPU ใหม่ให้ตัวใหญ่ขึ้น มีความแรงของลมมากขึ้น ก็ทำให้การระบายความร้อนดีขึ้นครับ ลองหาดูตัวอย่างของพัดลมระบายความร้อนแบบต่าง ๆ กันดีกว่า ว่าที่เขาใช้สำหรับ Over Clock กัน มันสุด ๆ ขนาดไหน

การติดพัดลมที่เคสเพิ่มเติม
ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้โดยไม่ยากนัก หาพัดลมมาติดเพิ่มอีกตัวหนึ่งที่เคส สำหรับดูดลมเข้าและจะมีการเป่าลมออกอยู่แล้วที่พัดลมของ Power Supply
นะครับ ซึ่งจะช่วยได้มากเลยทีเดียว

การขัด Heatzing ให้เรียบขึ้น
โดยใช้กระดาษทรายน้ำเบอร์ 1500 วางให้เรียบบนแผ่นกระจก แล้วเอา Heatzing ขัดผิวหน้าเบา ๆ ให้ขัดวนไปมาเป็นรูปเลข 8 คอยเติมน้ำเรื่อย ๆ อย่าใจร้อนและห้ามออกแรงกดเด็ดขาด เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเรียบแล้ว ก็ต่อเมื่อมันเกิด สูญญากาศ จะเกิดแรงตรึงผิวระหว่าง กระดาษทราย กับ Heatzing และห้ามเอากระดาษทรายหยาบจัดก่อนโดยเด็ดขาด พึงคิดไว้เสมอว่าเราจะทำการขัดผิวหน้าให้เรียบเท่านั้น เพื่อที่มันจะได้สัมผัสแผ่นระบายความร้อนของ CPU ให้แนบสนิทมากที่สุด
เครดิตบล็อกความรู้.......

การปรับเปลี่ยนค่าด้วยการทำ overclock

การปรับเปลี่ยนค่าต่าง ๆ ทำที่ไหน

การปรับเปลี่ยนค่าของ FSB หรือ ตัวคูณ รวมทั้งค่าต่าง ๆ เช่น Vcore ที่ผมจะำพูดถึุงต่อไป ต้องดูจากคู่มือของเมนบอร์ดประกอบด้วยนะครับ เพราะเมนบอร์ดแต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกับ บางรุ่นอาจจะทำการปรับโดยการเปลี่ยน jumper บนเมนบอร์ดโดยตรง แต่บางรุ่นอาจจะเป็นการเข้าไปปรับค่าใน BIOS ครับ ดังนั้นต้องดูตามคู่มือของเมนบอร์ดด้วย หากไม่มีคู่มือ ก็คงต้องลองมองหาเอาเอง ทั้งจากเมนบอร์ดที่อาจจะมีการพิมพ์ติดไว้หรือการตั้งค่าต่าง ๆ ใน BIOS ด้วยครับว่ามีให้ปรับด้วยหรือเปล่า

เริ่มต้นการทำ Over Clock

หลังจากกำหนดความเร็วของ CPU ก็ทราบกันแล้วนะครับ ดังนั้นการทำ Over Clock ก็เริ่มต้นได้่เลย โดยการตั้งค่า FSB และ Multipel หรือตัวคูณใหม่ให้ได้ค่าที่เร็วกว่าเดิม โดยให้ทำการเพิ่มขึ้นไปทีละขั้นนะครับ เช่นจาก 400 MHz ที่ 100 x 4 ก็เพิ่มเป็น 420 MHz ที่ 405 x 4 ก่อน แล้วทดลองใ้ช้งานดูสักพักหนึ่งว่ามีปัญหาการใช้งานหรือไม่ ความร้อนเพิ่มขึ้นมามากน้อยเพียงใด หากยังเป็นปกติดี ก็ให้เพิ่มความเร็วไปเรื่อย ๆ จนถึงขีดสุดของ CPU ครับคือเครื่องจะเริ่มมีปัญหา เข้า Windows ไม่ได้ หรือเข้าได้แต่ใช้งานหนัก ๆ แล้วจะแฮงค์นั่นแปลว่าถึงขีดสุดของ CPU แล้ว ก็ให้ลดความเร็วลงมา 1 ขั้นก่อนที่จะ้เริ่มพบปัญหาครับ ถ้าการใช้งานต่าง ๆ เป็นปกติดีก็ถือว่าผ่าน (ในขั้นตอนแรกนะครับ) ขั้นตอนต่อไปก็คือการจัดการกับระบบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทำการ Over Clock หรือเพิ่มความเร็วให้มากขึ้น โดยการปรับปรุงค่าต่าง ๆ ที่จะแนะนำต่อไป

การปรับ Vcore กับการทำ Over Clock

ก่อนอื่นมารู้จักกันก่อน Vcore คือค่าของ ไฟเลี้ยงของ CPU ซึ่งแต่ละรุ่นจะใช้ไฟเลี้ยงไม่เท่ากัน ดังนั้นต้องศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ ให้ดีนะครับว่า ค่าปกติของ CPU แต่ละรุ่นเป็นเท่าำำไร เช่น K6II , K6II จะใช้ 2.2 V. , Celeron , PII และ PIII จะใช้ 2.0 V. และ PIII รุ่นใหม่ ๆ จะใช้ที่ 1.6 V. ส่วนใหญ่จะสามารถเพิ่มค่าของ Vcore ขึ้นไปได้อีกประมาณ 0.2 - 0.4 V. โดยที่การเพิ่ม Vcore ให้มากขึ้นก็จะสมารถทำให้การ Over Clock ทำได้มากขึ้นตามไปด้วย แต่การเพิม Vcore ไปมากเท่าไร ความร้อนของ CPU ก็จะเพิ่มมากตามไปด้วยนะครับ หลักการเพิ่ม Vcore โดยทั่วไปก็คือ ให้เพิ่มขึ้นทีละน้อยทีสุดครับ เช่นทีละ 0.05 V. หรือทีละ 0.1 V. และทดลองใช้งานดู หากยังไม่เสถียรนัก ก็ลองเพิ่ม Vcore ขึ้นไปอีก โดยที่รวมแล้ว ต้องไม่มากจนเกินไปนะครับ คือ ไม่ควรเกินกว่าปกติมากกว่า 0.2 - 0.4 V. ไม่เช่นนั้น CPU ของคุณอาจพังได้นะครับ (สำหรับท่านที่โชคดี ได้ CPU ตัวที่ดี ๆ มาใช้อาจจะสามารถนำมาทำ Over Clock โดยที่ไม่ต้องเพิ่มไฟ Vcore เลยก็ได้ แต่ค่อนข้างจะหายาก)

อีกนิด สำหรับ CPU แบบ Slot 1 ส่วนใหญ่จะเป็นการ Detect จากเมนบอร์ด ทำให้เราไม่สามารถปรับค่าไฟ Vcore ให้เพิ่มขึ้นได้นะครับ แต่ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งคือการปิดขา CPU เพื่อเพิ่มไฟ ลองหาอ่านจาก Link การเปิดขา CPU slot - 1 เพื่อเพิ่ม Vcore

การระบายความร้่ิืิอนที่ดี สำหรับการทำ Over Clock

หัวใจสำคัญของการทำ Over Clock ก็คือการระบายความร้อนออกจากตัว CPU ยิ่งเราทำการระบายความร้อนได้ดีมากเพียงใด ก็จะทำให้เราสามารถทำ Over Clock ได้มากขึ้นเท่านั้นครับ และยังสามารถยืดอายุการใช้งานของ CPU ได้อีกด้วย วิธีการระบายความร้อนก็มีอยู่ำไม่กี่วิธีนะครับ ลองอ่านและืำืทำความเข้าใจ หลังจากนั้นลองเลือกทำตามที่คุณคิดว่าพอจะทำได้ อันไหนมันโหดเกินไป ก็ข้าม ๆ ไปบ้างก็ได้ (แต่ถ้าทำได้ทุกอย่างก็ดี)
การเปลี่ยนพัดลมระบายความร้อนของ CPU
เรียกได้ว่าเป็นสิ่งแรกเลยที่ควรจะทำครับ เนื่องจากว่าโดยปกติแล้ว พัดลมของ CPU ที่มีมาให้เิดิม ๆ นั้นส่วนใหญ่จะเป็นแค่ตัวเล็ก ๆ เท่านั้น การที่เราเปลี่ยนพัดลมระบายความร้อนของ CPU ใหม่ให้ตัวใหญ่ขึ้น มีความแรงของลมมากขึ้น ก็ทำให้การระบายความร้อนดีขึ้นครับ ลองหาดูตัวอย่างของพัดลมระบายความร้อนแบบต่าง ๆ กันดีกว่า ว่าที่เขาใช้สำหรับ Over Clock กัน มันสุด ๆ ขนาดไหน

การติดพัดลมที่เคสเพิ่มเติม
ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้โดยไม่ยากนัก หาพัดลมมาติดเพิ่มอีกตัวหนึ่งที่เคส สำหรับดูดลมเข้าและจะมีการเป่าลมออกอยู่แล้วที่พัดลมของ Power Supply
นะครับ ซึ่งจะช่วยได้มากเลยทีเดียว

การขัด Heatzing ให้เรียบขึ้น
โดยใช้กระดาษทรายน้ำเบอร์ 1500 วางให้เรียบบนแผ่นกระจก แล้วเอา Heatzing ขัดผิวหน้าเบา ๆ ให้ขัดวนไปมาเป็นรูปเลข 8 คอยเติมน้ำเรื่อย ๆ อย่าใจร้อนและห้ามออกแรงกดเด็ดขาด เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเรียบแล้ว ก็ต่อเมื่อมันเกิด สูญญากาศ จะเกิดแรงตรึงผิวระหว่าง กระดาษทราย กับ Heatzing และห้ามเอากระดาษทรายหยาบจัดก่อนโดยเด็ดขาด พึงคิดไว้เสมอว่าเราจะทำการขัดผิวหน้าให้เรียบเท่านั้น เพื่อที่มันจะได้สัมผัสแผ่นระบายความร้อนของ CPU ให้แนบสนิทมากที่สุด

การเพิ่มความเร็วซีพียู

จะเพิ่มความเร็วของ CPU ได้อย่างไร

ความเร็วของคอมพิวเตอร์ที่เรียกกันว่ากี่ MHz มาจากตัวเลข 2 ตัวคูณกันครับ คือ FSB กับ Multiple หรือเรียกง่าย ๆ คือความถี่กับตัวคูณ นั่นเอง ปกติแล้ว CPU รุ่นเก่า ๆ เช่น Pentium 100 ถึง Pentium ll รุ่นแรก ๆ และ Celeron จะใช้ FSB เป็น 66 MHz ถ้าเป็น CPU รุ่นหลังจากนั้นมา มักจะใช้ FSB ที่ 100 MHz หรือ 133 MHz แล้วครับ ความเร็วที่ได้ก็จะมีตัวคูณกำหนดเพิ่มเข้าไปด้วย ผมยกตัวอย่างเช่น 100 MHz จะมาจาก FSB = 66 กับตัวคูณ 1.5 ครับ หรือ 133 MHz = 66 x 2 ,
200 MHz = 66 x 3 , 366 MHz = 66 x 5.5 , 400 MHz = 100 x 4 , 600 MHz = 100 x 6 หรือ 667 MHz = 133 x 5 เป็นต้น

ดังนั้น หลักการเพิ่มความเร็วให้กับ CPU แบบง่าย ๆ ก็คือ ให้เพิ่มค่าของ FSB หรือ ตัวคูณเข้าไป เช่นจาก CPU ตัวเดิมเป็น 400 MHz ที่ 100 x 4 เราอาจจะตั้งค่าใหม่เป็น 100 x 4.5 แทนก็จะได้ความเร็ว 450 MHz ครับ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าจะง่ายอะไรขนาดนั้น สำหรับ CPU ของ AMD เช่น K6ll , K6ll ก็อาจจะใช้วิธีนี้ได้เลยแต่หากเป็น CPU ของ Intel รุ่นหลัง ๆ จะมีการล็อคตัวคูณมาจากโรงงานไว้แล้่วเพื่อป้องกันผู้ขายหรือร้านค้านำมาทำ Over Clock แล้วลบตัวเลขความเร็วบนซิป โดยพิมพ์ตัวเลขค่าความเร็วที่สูงกว่าแทน นำมาหลอกขายลูกค้าหรือที่เรียกว่า CPU Remark ครับ ดังนั้นการ Over Clock CPU ของ Intel ก็จะไม่สามารถใช้วิธีการเพิ่มตัวคูณได้นะครับ ต้องใช้วิธีการเพิ่ม FSB อย่างเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้ ในส่วนของ CPU AMD Athlon ก็อาจจะต้องมีการ์ดหรืออุปกรณ์พิเศษสำหรับการทำ Over Clock

ข้อเสียของการทำ overclock


ข้อเสียของการ Over Clock

เท่าที่ทราบมา่ จะเป็นการลดอายุการใช้งานของ CPU ลงไป เช่นจากเดิมที่เ้คยออกแบบมาให้ใช้งานได้ประมาณ 15 ปี ก็อาจจะมีอายุสั้นลงมาเหลือแค่ 10 ปีเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็คงจะไม่มีใครใช้งาน CPU ได้นานขนาดนั้นหรอกครับ อีกข้อหนึ่งก็คือ เรื่องความร้อนของเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีมากขึ้นเมื่อทำการ Over Clock เพราะว่าเหมือนกับการใช้งาน CPU แบบเกินกว่าค่าปกตินะครับ อ้อ อีกอย่างหนึ่ง เขาบอกว่า CPU ของคุณจะหมดประกันทันทีที่ทำการ Over Clock (ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่า จะตรวจสอบได้อย่างไร)

อันตรายจากการทำ Over Clock

ข้อควรระวังอย่างมากก็คือ ไม่ควรที่จะทำการ Over Clock มากเกินไป และต้องระวังเรื่องของการระบายความร้อนให้ดีด้วย (เมนบอร์ดรุ่นใหม่ ๆ จะสามารถดูค่าความร้อนจาก BIOS ได้โดยตรงครับ) หาก CPU ร้อนมาก ๆ ก็อาจจะเสียหายถึงขั้นพังไปเลยได้นะครับ ระวังกันให้ดีนะครับ หากใครอยากจะลอง ก็ขอให้่ใช้วิธีีค่อย ๆ เพิ่มความเร็วขึ้นไปเรื่อย ๆ ทีละขั้นครับ และตรวจสอบความร้่ิิอนของ CPU อยู่เสมออย่าให้ร้อนจนเกินไป

ข้อดีของการทำ overclock


ที่จริงแล้ว ผมเองต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่าไม่ใช่เซียน Over Clock เพียงแต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ผมต้องเขียนเรื่องนี้ ก็เพราะว่าเจ้าคอมพิวเตอร์เครื่องแรก
(ที่ผมได้เป็นเจ้าของจริง ๆ) โดนคนขายหลอกมาเอา CPU Pentium 100 MHz มาทำ Over Clock เป็น Pentium120 MHz โดยที่ผมเองก็ไม่ค่อยจะได้รู้เรื่องอะไรก็ใช้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง เกิดอยากจะ Upgrade เครื่องขึ้นมาถึงได้รู้ความจริงว่า CPU ตัวนั้นเป็นแค่ Pentium 100 MHz
ดังนั้นท่านทั้งหลาย ก็ควรจะลองตรวจสอบเครื่องที่ท่านใช้งานอยู่บ้าง ว่าจะเจออย่างผมหรือเปล่า ในส่วนของผมคงจะเขียนอธิบายแต่ละส่วนเพียวคร่าว ๆ เท่านั้น
หากต้องการรายละเอียดของเทคนิคต่าง ๆ ก็ลองหาอ่านดูตาม Link ด้านล่างเพิ่มได้

Over Clock คืออะไร

คือการนำเอาอุปกรณ์เช่น CPU ที่ออกแบบมาสำหรับให้ทำงานที่ความเร็วค่าหนึ่ง แต่นำมาใช้งานที่ความเร็วสูงกว่านั้น เช่น CPU ความเร็ว 400 MHz แต่นำมาใช้งานที่ 500 MHz แทน หรือนำเอา CPU ที่เป็นนรุ่นความเร็ว 500 MHz มาทำงานที่ความเร็ว 667 MHz อะไรทำนองนี้ครับ ภาษาที่ใช้แทนสำหรับการ Over Clock ก็เช่น 400@500 หรือ 500@667 เป็นต้น นอกจากนี้ อุปกรณ์อื่น ๆ ก็สามารถนำมา Over Clock ได้เหมือนกันนะครับ เช่น RAM ที่เป็นแบบความเร็ว 100 MHz แต่นำมาทำงานที่ความเร็ว 133 MHz รวมถึงการ Over Clock การ์ดจอด้วยครับ เช่นปกติการ์ดจอทำงานที่ความเร็ว 110 MHz แต่เราตั้งให้ทำงานที่ 120 MHz อย่างนี้เรียกว่า Over Clock เหมือนกัน แต่โดยทั่วไปแล้วนิยมทำ Over Clock กับ CPU มากกว่า

ข้อดีของการ Over Clock

ที่เห็นชัดเจนคือได้ใช้ CPU ที่มีความเร็วมากขึ้น โดยที่จ่ายเงินซื้อในราคาเท่าเดิม เช่น แทนที่จะซื้อ CPU ความเร็ว 500 MHz ก็เปลี่ยนแปลงเป็นการซื้อ CPU ที่มีความเร็ว 400 MHz มาทำ Over Clock เป็น 500 MHz ซึ่งผลที่ได้ก็คือ ได้ใช้งาน CPU ที่ความเร็วเท่ากันในราคาที่ถูกกว่า และอีกแนวทางหนึ่ง ก็คือสมมุติว่า คุณใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ไปนาน ๆ แล้ว เกิดมีความรู้สึกว่าเครื่องที่ใช้งานอยู่นั้น เริ่มจะมีความเร็วช้าไปบ้าง แต่ยังไม่อยากที่จะลงทุนเปลี่ยนเครื่องหรือ Upgrade เปลี่ยน CPU ใหม่ การนำเอา CPU ตัวเดิมนั้นมาทำ Over Clock ก็เป็นทางออกอีกทางหนึ่ง ที่จะได้ความเร็วเพิ่มขึ้นมา โดยการเสียเงินน้อยที่สุดครับ นอกจากนี้ยังได้ความรู้เกี่ยวกับ เครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย

การทำ over clock ดีเสียอย่างไร


ที่จริงแล้ว ผมเองต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่าไม่ใช่เซียน Over Clock เพียงแต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ผมต้องเขียนเรื่องนี้ ก็เพราะว่าเจ้าคอมพิวเตอร์เครื่องแรก
(ที่ผมได้เป็นเจ้าของจริง ๆ) โดนคนขายหลอกมาเอา CPU Pentium 100 MHz มาทำ Over Clock เป็น Pentium120 MHz โดยที่ผมเองก็ไม่ค่อยจะได้รู้เรื่องอะไรก็ใช้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่ง เกิดอยากจะ Upgrade เครื่องขึ้นมาถึงได้รู้ความจริงว่า CPU ตัวนั้นเป็นแค่ Pentium 100 MHz
ดังนั้นท่านทั้งหลาย ก็ควรจะลองตรวจสอบเครื่องที่ท่านใช้งานอยู่บ้าง ว่าจะเจออย่างผมหรือเปล่า ในส่วนของผมคงจะเขียนอธิบายแต่ละส่วนเพียวคร่าว ๆ เท่านั้น
หากต้องการรายละเอียดของเทคนิคต่าง ๆ ก็ลองหาอ่านดูตาม Link ด้านล่างเพิ่มได้

Over Clock คืออะไร

คือการนำเอาอุปกรณ์เช่น CPU ที่ออกแบบมาสำหรับให้ทำงานที่ความเร็วค่าหนึ่ง แต่นำมาใช้งานที่ความเร็วสูงกว่านั้น เช่น CPU ความเร็ว 400 MHz แต่นำมาใช้งานที่ 500 MHz แทน หรือนำเอา CPU ที่เป็นนรุ่นความเร็ว 500 MHz มาทำงานที่ความเร็ว 667 MHz อะไรทำนองนี้ครับ ภาษาที่ใช้แทนสำหรับการ Over Clock ก็เช่น 400@500 หรือ 500@667 เป็นต้น นอกจากนี้ อุปกรณ์อื่น ๆ ก็สามารถนำมา Over Clock ได้เหมือนกันนะครับ เช่น RAM ที่เป็นแบบความเร็ว 100 MHz แต่นำมาทำงานที่ความเร็ว 133 MHz รวมถึงการ Over Clock การ์ดจอด้วยครับ เช่นปกติการ์ดจอทำงานที่ความเร็ว 110 MHz แต่เราตั้งให้ทำงานที่ 120 MHz อย่างนี้เรียกว่า Over Clock เหมือนกัน แต่โดยทั่วไปแล้วนิยมทำ Over Clock กับ CPU มากกว่า

ข้อดีของการ Over Clock

ที่เห็นชัดเจนคือได้ใช้ CPU ที่มีความเร็วมากขึ้น โดยที่จ่ายเงินซื้อในราคาเท่าเดิม เช่น แทนที่จะซื้อ CPU ความเร็ว 500 MHz ก็เปลี่ยนแปลงเป็นการซื้อ CPU ที่มีความเร็ว 400 MHz มาทำ Over Clock เป็น 500 MHz ซึ่งผลที่ได้ก็คือ ได้ใช้งาน CPU ที่ความเร็วเท่ากันในราคาที่ถูกกว่า และอีกแนวทางหนึ่ง ก็คือสมมุติว่า คุณใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ไปนาน ๆ แล้ว เกิดมีความรู้สึกว่าเครื่องที่ใช้งานอยู่นั้น เริ่มจะมีความเร็วช้าไปบ้าง แต่ยังไม่อยากที่จะลงทุนเปลี่ยนเครื่องหรือ Upgrade เปลี่ยน CPU ใหม่ การนำเอา CPU ตัวเดิมนั้นมาทำ Over Clock ก็เป็นทางออกอีกทางหนึ่ง ที่จะได้ความเร็วเพิ่มขึ้นมา โดยการเสียเงินน้อยที่สุดครับ นอกจากนี้ยังได้ความรู้เกี่ยวกับ เครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นด้วย

ข้อเสียของการ Over Clock

เท่าที่ทราบมา่ จะเป็นการลดอายุการใช้งานของ CPU ลงไป เช่นจากเดิมที่เ้คยออกแบบมาให้ใช้งานได้ประมาณ 15 ปี ก็อาจจะมีอายุสั้นลงมาเหลือแค่ 10 ปีเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็คงจะไม่มีใครใช้งาน CPU ได้นานขนาดนั้นหรอกครับ อีกข้อหนึ่งก็คือ เรื่องความร้อนของเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีมากขึ้นเมื่อทำการ Over Clock เพราะว่าเหมือนกับการใช้งาน CPU แบบเกินกว่าค่าปกตินะครับ อ้อ อีกอย่างหนึ่ง เขาบอกว่า CPU ของคุณจะหมดประกันทันทีที่ทำการ Over Clock (ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่า จะตรวจสอบได้อย่างไร)

อันตรายจากการทำ Over Clock

ข้อควรระวังอย่างมากก็คือ ไม่ควรที่จะทำการ Over Clock มากเกินไป และต้องระวังเรื่องของการระบายความร้อนให้ดีด้วย (เมนบอร์ดรุ่นใหม่ ๆ จะสามารถดูค่าความร้อนจาก BIOS ได้โดยตรงครับ) หาก CPU ร้อนมาก ๆ ก็อาจจะเสียหายถึงขั้นพังไปเลยได้นะครับ ระวังกันให้ดีนะครับ หากใครอยากจะลอง ก็ขอให้่ใช้วิธีีค่อย ๆ เพิ่มความเร็วขึ้นไปเรื่อย ๆ ทีละขั้นครับ และตรวจสอบความร้่ิิอนของ CPU อยู่เสมออย่าให้ร้อนจนเกินไป

จะเพิ่มความเร็วของ CPU ได้อย่างไร

ความเร็วของคอมพิวเตอร์ที่เรียกกันว่ากี่ MHz มาจากตัวเลข 2 ตัวคูณกันครับ คือ FSB กับ Multiple หรือเรียกง่าย ๆ คือความถี่กับตัวคูณ นั่นเอง ปกติแล้ว CPU รุ่นเก่า ๆ เช่น Pentium 100 ถึง Pentium ll รุ่นแรก ๆ และ Celeron จะใช้ FSB เป็น 66 MHz ถ้าเป็น CPU รุ่นหลังจากนั้นมา มักจะใช้ FSB ที่ 100 MHz หรือ 133 MHz แล้วครับ ความเร็วที่ได้ก็จะมีตัวคูณกำหนดเพิ่มเข้าไปด้วย ผมยกตัวอย่างเช่น 100 MHz จะมาจาก FSB = 66 กับตัวคูณ 1.5 ครับ หรือ 133 MHz = 66 x 2 ,
200 MHz = 66 x 3 , 366 MHz = 66 x 5.5 , 400 MHz = 100 x 4 , 600 MHz = 100 x 6 หรือ 667 MHz = 133 x 5 เป็นต้น

ดังนั้น หลักการเพิ่มความเร็วให้กับ CPU แบบง่าย ๆ ก็คือ ให้เพิ่มค่าของ FSB หรือ ตัวคูณเข้าไป เช่นจาก CPU ตัวเดิมเป็น 400 MHz ที่ 100 x 4 เราอาจจะตั้งค่าใหม่เป็น 100 x 4.5 แทนก็จะได้ความเร็ว 450 MHz ครับ แต่อย่าเพิ่งคิดว่าจะง่ายอะไรขนาดนั้น สำหรับ CPU ของ AMD เช่น K6ll , K6ll ก็อาจจะใช้วิธีนี้ได้เลยแต่หากเป็น CPU ของ Intel รุ่นหลัง ๆ จะมีการล็อคตัวคูณมาจากโรงงานไว้แล้่วเพื่อป้องกันผู้ขายหรือร้านค้านำมาทำ Over Clock แล้วลบตัวเลขความเร็วบนซิป โดยพิมพ์ตัวเลขค่าความเร็วที่สูงกว่าแทน นำมาหลอกขายลูกค้าหรือที่เรียกว่า CPU Remark ครับ ดังนั้นการ Over Clock CPU ของ Intel ก็จะไม่สามารถใช้วิธีการเพิ่มตัวคูณได้นะครับ ต้องใช้วิธีการเพิ่ม FSB อย่างเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้ ในส่วนของ CPU AMD Athlon ก็อาจจะต้องมีการ์ดหรืออุปกรณ์พิเศษสำหรับการทำ Over Clock ด้วยนะครับ ลองหาอ่านจาก Link ด้านท้ายบทความนี้ดู

การปรับเปลี่ยนค่าต่าง ๆ ทำที่ไหน

การปรับเปลี่ยนค่าของ FSB หรือ ตัวคูณ รวมทั้งค่าต่าง ๆ เช่น Vcore ที่ผมจะำพูดถึุงต่อไป ต้องดูจากคู่มือของเมนบอร์ดประกอบด้วยนะครับ เพราะเมนบอร์ดแต่ละรุ่นจะไม่เหมือนกับ บางรุ่นอาจจะทำการปรับโดยการเปลี่ยน jumper บนเมนบอร์ดโดยตรง แต่บางรุ่นอาจจะเป็นการเข้าไปปรับค่าใน BIOS ครับ ดังนั้นต้องดูตามคู่มือของเมนบอร์ดด้วย หากไม่มีคู่มือ ก็คงต้องลองมองหาเอาเอง ทั้งจากเมนบอร์ดที่อาจจะมีการพิมพ์ติดไว้หรือการตั้งค่าต่าง ๆ ใน BIOS ด้วยครับว่ามีให้ปรับด้วยหรือเปล่า

เริ่มต้นการทำ Over Clock

หลังจากกำหนดความเร็วของ CPU ก็ทราบกันแล้วนะครับ ดังนั้นการทำ Over Clock ก็เริ่มต้นได้่เลย โดยการตั้งค่า FSB และ Multipel หรือตัวคูณใหม่ให้ได้ค่าที่เร็วกว่าเดิม โดยให้ทำการเพิ่มขึ้นไปทีละขั้นนะครับ เช่นจาก 400 MHz ที่ 100 x 4 ก็เพิ่มเป็น 420 MHz ที่ 405 x 4 ก่อน แล้วทดลองใ้ช้งานดูสักพักหนึ่งว่ามีปัญหาการใช้งานหรือไม่ ความร้อนเพิ่มขึ้นมามากน้อยเพียงใด หากยังเป็นปกติดี ก็ให้เพิ่มความเร็วไปเรื่อย ๆ จนถึงขีดสุดของ CPU ครับคือเครื่องจะเริ่มมีปัญหา เข้า Windows ไม่ได้ หรือเข้าได้แต่ใช้งานหนัก ๆ แล้วจะแฮงค์นั่นแปลว่าถึงขีดสุดของ CPU แล้ว ก็ให้ลดความเร็วลงมา 1 ขั้นก่อนที่จะ้เริ่มพบปัญหาครับ ถ้าการใช้งานต่าง ๆ เป็นปกติดีก็ถือว่าผ่าน (ในขั้นตอนแรกนะครับ) ขั้นตอนต่อไปก็คือการจัดการกับระบบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทำการ Over Clock หรือเพิ่มความเร็วให้มากขึ้น โดยการปรับปรุงค่าต่าง ๆ ที่จะแนะนำต่อไป

การปรับ Vcore กับการทำ Over Clock

ก่อนอื่นมารู้จักกันก่อน Vcore คือค่าของ ไฟเลี้ยงของ CPU ซึ่งแต่ละรุ่นจะใช้ไฟเลี้ยงไม่เท่ากัน ดังนั้นต้องศึกษาหาข้อมูลต่าง ๆ ให้ดีนะครับว่า ค่าปกติของ CPU แต่ละรุ่นเป็นเท่าำำไร เช่น K6II , K6II จะใช้ 2.2 V. , Celeron , PII และ PIII จะใช้ 2.0 V. และ PIII รุ่นใหม่ ๆ จะใช้ที่ 1.6 V. ส่วนใหญ่จะสามารถเพิ่มค่าของ Vcore ขึ้นไปได้อีกประมาณ 0.2 - 0.4 V. โดยที่การเพิ่ม Vcore ให้มากขึ้นก็จะสมารถทำให้การ Over Clock ทำได้มากขึ้นตามไปด้วย แต่การเพิม Vcore ไปมากเท่าไร ความร้อนของ CPU ก็จะเพิ่มมากตามไปด้วยนะครับ หลักการเพิ่ม Vcore โดยทั่วไปก็คือ ให้เพิ่มขึ้นทีละน้อยทีสุดครับ เช่นทีละ 0.05 V. หรือทีละ 0.1 V. และทดลองใช้งานดู หากยังไม่เสถียรนัก ก็ลองเพิ่ม Vcore ขึ้นไปอีก โดยที่รวมแล้ว ต้องไม่มากจนเกินไปนะครับ คือ ไม่ควรเกินกว่าปกติมากกว่า 0.2 - 0.4 V. ไม่เช่นนั้น CPU ของคุณอาจพังได้นะครับ (สำหรับท่านที่โชคดี ได้ CPU ตัวที่ดี ๆ มาใช้อาจจะสามารถนำมาทำ Over Clock โดยที่ไม่ต้องเพิ่มไฟ Vcore เลยก็ได้ แต่ค่อนข้างจะหายาก)

อีกนิด สำหรับ CPU แบบ Slot 1 ส่วนใหญ่จะเป็นการ Detect จากเมนบอร์ด ทำให้เราไม่สามารถปรับค่าไฟ Vcore ให้เพิ่มขึ้นได้นะครับ แต่ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งคือการปิดขา CPU เพื่อเพิ่มไฟ ลองหาอ่านจาก Link การเปิดขา CPU slot - 1 เพื่อเพิ่ม Vcore

การระบายความร้่ิืิอนที่ดี สำหรับการทำ Over Clock

หัวใจสำคัญของการทำ Over Clock ก็คือการระบายความร้อนออกจากตัว CPU ยิ่งเราทำการระบายความร้อนได้ดีมากเพียงใด ก็จะทำให้เราสามารถทำ Over Clock ได้มากขึ้นเท่านั้นครับ และยังสามารถยืดอายุการใช้งานของ CPU ได้อีกด้วย วิธีการระบายความร้อนก็มีอยู่ำไม่กี่วิธีนะครับ ลองอ่านและืำืทำความเข้าใจ หลังจากนั้นลองเลือกทำตามที่คุณคิดว่าพอจะทำได้ อันไหนมันโหดเกินไป ก็ข้าม ๆ ไปบ้างก็ได้ (แต่ถ้าทำได้ทุกอย่างก็ดี)
การเปลี่ยนพัดลมระบายความร้อนของ CPU
เรียกได้ว่าเป็นสิ่งแรกเลยที่ควรจะทำครับ เนื่องจากว่าโดยปกติแล้ว พัดลมของ CPU ที่มีมาให้เิดิม ๆ นั้นส่วนใหญ่จะเป็นแค่ตัวเล็ก ๆ เท่านั้น การที่เราเปลี่ยนพัดลมระบายความร้อนของ CPU ใหม่ให้ตัวใหญ่ขึ้น มีความแรงของลมมากขึ้น ก็ทำให้การระบายความร้อนดีขึ้นครับ ลองหาดูตัวอย่างของพัดลมระบายความร้อนแบบต่าง ๆ กันดีกว่า ว่าที่เขาใช้สำหรับ Over Clock กัน มันสุด ๆ ขนาดไหน

การติดพัดลมที่เคสเพิ่มเติม
ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้โดยไม่ยากนัก หาพัดลมมาติดเพิ่มอีกตัวหนึ่งที่เคส สำหรับดูดลมเข้าและจะมีการเป่าลมออกอยู่แล้วที่พัดลมของ Power Supply
นะครับ ซึ่งจะช่วยได้มากเลยทีเดียว

การขัด Heatzing ให้เรียบขึ้น
โดยใช้กระดาษทรายน้ำเบอร์ 1500 วางให้เรียบบนแผ่นกระจก แล้วเอา Heatzing ขัดผิวหน้าเบา ๆ ให้ขัดวนไปมาเป็นรูปเลข 8 คอยเติมน้ำเรื่อย ๆ อย่าใจร้อนและห้ามออกแรงกดเด็ดขาด เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเรียบแล้ว ก็ต่อเมื่อมันเกิด สูญญากาศ จะเกิดแรงตรึงผิวระหว่าง กระดาษทราย กับ Heatzing และห้ามเอากระดาษทรายหยาบจัดก่อนโดยเด็ดขาด พึงคิดไว้เสมอว่าเราจะทำการขัดผิวหน้าให้เรียบเท่านั้น เพื่อที่มันจะได้สัมผัสแผ่นระบายความร้อนของ CPU ให้แนบสนิทมากที่สุด

การทำ Lapping CPU
วิธีนี้คือ การขัดผิวสัมผัสของ CPU ด้านที่จะติดกับ Heatzing ให้เรียนนะครับ ซึ่งผมไม่ขอแนะนำให้ทำเพราะว่าอาจจะเกิดความเสียหายต่อ CPU ได้และหากคิดจะนำ CPU ไปขายต่อก็คงยากแล้วนะครับ หลักการทำ Lapping ก็คล้าย ๆ กับการขัด Heatzing นั่นแหละครับ คือใช้กระดาบทรายเริ่มด้วยเบอร์ 800 ขัดตัว CPU ก่อน พอเริ่มเห็นทองแดงแล้วก็ใช้เบอร์ 1500 และปิดท้ายด้วยเบอร์ 2000 เพื่อความเงางาม สะท้อนแสงได้เลย เวลาขัดต้องขัดเป็นรูปเลข 8 อย่าขัดเป็นวงกลมหรือขัดไปในทางใดทางหนึ่ง ขัดให้สีเงินหมดก็พอแล้ว อย่าขัดมากเกินไป ไม่งั้นอาจทำให้เกิดความเสียหายได้ หาอ่านเรื่องการทำ Lapping เพิ่มเติมจากเว็บไซต์ http://overclocking.telefragged.com/cooling/lapping.html

การใช้ ซิลิโคน ทาระหว่าง CPU กับแผ่น Heatzing
การใช้ ซิลิโคน (สำหรับแผ่นระบายความร้อนโดยเฉพาะนะครับ) ทาระหว่าง CPU กับ Heatzing ซึ่งซิลิโคน จะช่วยนำพาความร้อนไปสู่ Heatzing ได้ดีขึ้น
ทำให้การระบายความร้อนออกจากตัว CPU ทำได้ดีขึ้นครับ อันนี้แนะนำให้หามาทานะครับ โดยวิธีการก็คือ ทาให้บางที่สุด แต่ให้แนบสนิทด้วยนะครับ เพราะเราต้องการให้มีพื้นที่ว่างระหว่าง CPU กับ Heatzing ให้น้อยที่สุด


การทำระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ
ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งครับที่สามารถทำได้ แต่ก็ึคงจะลำบากและอาจจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษสักหน่อย หลักการก็คือการนำเอา Heatzing แบบพิเศษที่จะมีช่องทางเดินของน้ำผ่านเข้ามาด้วย และใช้มอเตอร์ปั้มน้ำให้ไหลเวียนผ่าน เพื่อนำพาความร้อนออกไปด้วย หาอ่านเรื่องนี้ได้จาก Link ด้านล่าง

การเปิดฝาเคส และใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน
ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่หลาย ๆ คนนิยมทำกัน จะช่วยให้ระบายความร้อนได้ค่อนข้างดี แต่อาจจะเกะกะ ไม่สะดวกนัก

การใช้เคสแบบพิเศษ
อันนี้ขอพูดถึงเล่น ๆ นะ แต่ว่าที่จริงก็มีผู้นำมาใช้งานได้จริง ๆ แล้ว คือการนำเอาตู้เย็นขนาดเล็ก ๆ มาดัดแปลงทำเคส ซึ่งแน่นอน ระบบทำความเย็นยังไงต้องดีกว่าการใช้พัดลมอยูู่แล้ว

การทำ Burn in CPU

คือการใช้งาน CPU แบบหนัก ๆ เป็นระยะเวลานาน ๆ อย่างต่อเนื่องภายใต้อุณหภูมิสูง เช่นการเพิ่มไป Vcore เข้าไปอีกนิดหน่อย และหาโปรแกรมที่ต้องใช้งาน CPU หนัก ๆ มารันค้างไว้ เช่น Prime 95 หรือโปรแกรม Benchmark ต่าง ๆ โดยที่การทำ Burn in จะทำให้เกิดการเปลียนแปลงของ Interface ต่าง ๆ ภายใต้ตัวซิป CPU ทำให้มีการเชื่อมต่อที่ดีขึ้น ดังนั้น การ Burn in จึงมีส่วนช่วยให้สามารถใช้งาน CPU ได้ที่ความเร็วมากขึ้นด้วย หลักการทำ Burn in สำหรับการ Over Clock ก็คือ หลังจากที่ปรับความเร็วได้สูงที่สุดแล้ว ให้ทดลองทำ Burn in หรือใช้งานหนัก ๆ สัก 1 สัปดาห์ หลังจากนั้น จึงทดลองเพิ่ม ความเร็วไปอีก ซึ่งอาจจะได้ความเร็วที่สูงขึ้นกว่าเดิมก็ได้

ประสิทธิภาพของแคช Level 2 บน CPU

ปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการ Over Clock ก็คือความสามารถของแคช L2 ว่าจะสามารถทำงานได้ตามความเร็วของ CPU หรือ FSB หรือไม่เนื่องจากการทำงานของแคช L2 นั้นจะทำงานสมัพันธ์กับความเร็วของ FSB หรือ CPU โดยขึ้นอยู่กับสถาปัตยกรรมของระบบนั้น ๆ บน Socket7 แคช L2 จะมีความถี่เดียวกับ FSB แต่สำหรับ Pentiumll ความถี่จะเป็นครึ่งหนึ่งของความเร็ว CPU และบน celeron จะใช้ที่ความถี่เดียวกับ CPU เลย ดังนั้นความสำเร็จจากการ Over Clock จึงขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของแคช L2 ด้วย ถ้าการ Over Clock ไม่สำเร็จ ก็ให้ลอง Disable Cache L2 ใน BIOS แล้วลองดูใหม่ ถ้่าระบบเสถียรขึ้น หรือสามารถบูตได้ก็แสดงว่า อาจจะมาจากสาเหตุนี้ก็ได้ (แต่อย่าลืมว่าการ Disable Cache L2 นี้จะทำให้ปประสิทธิภาพของ CPU นั้นลดลงไปด้วย)

รู้จักกับระบบความเร็วบัสต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์กันก่อน

โดยทั่วไปแล้ว การทำ Over Clock โดยการเพิ่ม FSB ให้สูงขึ้นนั้น จะเป็นการเพิ่มความเร็วของระบบบัสต่าง ๆ ในเครื่องด้วยนะครับ ดังนั้นอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ทำงานอยู่บนระบบบัสเหล่านี้ ก็จะต้องทำงานที่ความเร็วสูงขึ้นตามไปด้วย การเลือกใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น VGA Card , Sound Card หรือแม้แต่ Hard Disk ก็จะต้องสามารถรองรับการทำงานของบัสต่าง ๆ ที่สูงผิดปกตินี้ได้ด้วยครับ เพื่อความเข้าใจระบบบัสต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ง่ายขึ้น ผมขอแบ่งออกง่าย ๆ ตามนี้
ความเร็วของ External Clock หรือ FSB ส่วนใหญ่ก็จะเป็นมาตรฐานครับ เช่น 50 , 55 , 60 , 66 , 75 , 83 , 100 , 133 , 150 หรือ 180 MHz การปรัับค่าต่าง ๆ จะทำได้ละเอียดมากน้อยเ้พียงใดขึ้นอยู่กับเมนบอร์ดแต่ละรุ่น

ความเร็วของ PCI Bus จะมีความเร็วมาตรฐานที่ 33 MHz หรือเป็น 1/3 เท่าของ FSB สำหรับเมนบอร์ดที่ดี ๆ ก็จะสามารถปรับอัตราส่วนของ PCI ได้หลายค่าเช่น 1/2 , 1/3 หรือ 1/4 เท่าของ FSB ก็ได้ เช่น เราสามารถใช้ FSB ที่ 133 MHz แต่ว่า PCI ยังสามารถทำงานได้ที่ 33 MHz นะครับโดยการปรับอัตราส่วนเป็น 1/4 เป็นต้น

ความเร็วของ AGP Bus โดยทั่วไปแล้ว AGP จะเป็น Slot สำหรับการ์ดแสดงผลครับ ซึ่งใน 1 เครื่องคอมพิวเตอร์จะมี AGP Slot เพียงแค่อันเดียวนะครับ โดยที่ AGP Bus จะทำงานที่ความเร็ว 66 MHz หรือเป็น 2/3 เท่าของ FSB นะครับ หลักการอื่น ๆ ก็เหมือนกันกับ PCI คือสามารถปรับเป็นอัตราส่วนความเร็วค่าต่าง ๆ เช่น 2/3 หรือ 1/2 เป็นต้น

ความเร็วของ RAM Bus ส่วนใหญ่แล้ว RAM จะทำงานที่ความเร็วเดียวกับ FSB แต่ว่าในเมนบอร์ดบางรุ่นที่ดีึ ๆ ก็ยังสามารถปรับอัตราส่วนความเร็วได้ด้วย เช่น FSB เป็น 133 MHz แต่ RAM ทำงานที่ 100 MHz

โดยสรุป ก็คือการเลือกซื้อเมนบอร์ดที่สามารถปรับค่าต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้คุณทำการ Over Clock ได้ดีขึ้น จากข้อมูลข้างบน จะเห็นว่า หากเราใช้เมนบอร์ดแบบทั่ว ๆ ไป ใช้งาน FSB ที่ 120 MHz ลองมาดูกันนะครับ จะเห็นว่า PCI จะต้องทำหน้าที่ 40 MHz และ AGP ก็ต้องทำงานที่ 80 MHz ซึ่งอุปกรณ์บางชนิด จะไม่สามารถทำงานได้ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของปัญหา Over Clock ที่ไม่ควรมองข้ามไป

อุปกรณ์รอบข้าง ก็มีผลต่อการทำ Over Clock ด้วย

จากความรู้เรื่องของความเร็ว FSB และระบบบัสต่าง ๆ ก็จะเห็นว่า การทำ Over Clock โดยการเพิ่ม FSB และทำให้อุปกรณ์ต่าง ๆ ทำงานที่ความเร็วไม่มาตรฐาน ดังนั้น การเลือกซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ก็มีความสำคัญมากนะครับ ว่าอุปกรณ์แต่ละชนิดนั้น จะสามารถทนรับความเร็วที่ผิดปกติได้มากน้อยเพียงใด อุปกรณ์ที่ผมพูดถึง ก็เช่น VGA Card , Sound Card , Hard Disk หรือ RAM นะครับ ดังนั้นต้องเลือกกันให้ดี

Power Supply ปัญหาที่ไม่ควรมองข้าม

หลาย ๆ ท่านอาจจะมองข้ามปัญหาของ power Supply ไป แต่ที่จริงแล้ว กำลังไฟของอุปกรณ์จ่ายไฟเช่น Power Supply นี่ต้องถือว่ามีความสำคัญมากเหมือนกันนะครับ คุณลองนึกดูนะ ว่าการเพิ่มความเร็วของ CPU จะทำให้ต้องใช้กำลังไฟ เพิ่มขึ้นมากเท่าไร การติดพัดลมเพิ่มเติม ก็ล้วนแต่กินไฟทั้งนั้น ดังนั้นหากเป็น Power Supply ที่ใช้งานมานาน ๆ แล้วหรือมีกำลังไฟต่ำ ๆ ก็ต้องพิจารณากันด้วย

สายการผลิต หรือเทคโนโลยีที่ใช้ CPU ก็มีส่วนสำคัญ

การเลือก CPU ในแต่ละรุ่น หรือแต่ละสายการผลิต ก็มีส่วนสำคัญกับการทำ Over Clock ว่าจะได้มากหรือน้อยด้วยนะครับ ผมยกตัวอย่างเช่น Celeron 366 MHz เปรียบเทียบกับ Celeron 533 MHz นะครับ สมมุติว่า CPU 2 รุ่นนี้ผลิตมาจากเทคโนโลยีเดียวกัน ซึ่งสามารถทำงานได้ที่ความเร็วสูงสุดน่าจะได้ใกล้เคียงกัน แต่ว่าหากเรามองหลักการ Over Clock ซึ่งสำหรับ Celeron นั้นจะล็อคตัวคุณ ทำให้เราใช้วิธีการเพิ่ม FSB ได้อย่างเดียว จะเห็นว่า 366 = 66 x 5.5 ในขณะที่ 533 = 66 x 8 นะครับ ซึ่งลองนึกภาพกาีรนำเอา CPU 2 ตัวนี้มาทำงานที่ FSB 100 MHz ก็จะำได้ 366@550 กับ 533@800 ซึ่งโอกาสที่เราจะได้ตัว 533@800 นี่แทบจะไม่มีเลยทีเดียวนะครับ ดังนั้น CPU รุ่นแรก ๆ ที่เพิ่งออกมา จะสามารถนำมาทำ Over Clock ได้ดีกว่ารุ่นหลังนะครับ ยกตัวอย่างเช่น Celeron II 566 MHz ตอนนี้ที่เพิ่งออกมา หลายคนสามารถใช้ FSB 100 MHz ได้สบาย ๆ ครับ หรือ Pentium III 500 รุ่นแรก ๆ ก็สามารถใช้งานที่ FSB 133 MHz ได้เป็นต้น

การเพิ่ม ตัวคูณ กับเพิ่ม FSB อะไรดีกว่ากัน

การทำ Over Clock ที่ดีควรจะเพิ่ม FSB นะครับ เพราะว่า FSB คือความเร็ว External Clock ที่จะเป็นตัวกำหนดความเร็วของอุปกรณ์อื่น ๆ ให้ทำงานเร็วขึ้นด้วย การที่เี่ีราลด FSB ลงมาแต่เพิ่มตัวคูณเข้าไป อาจจะได้ตัวเลขที่สูงขึ้น แต่จริงแล้วความเร็วโดยรวม ๆ อาจจะำไม่ได้เพิ่มขึ้ีนมามากนัก ดังนั้นหากเป็นไปได้ควรใช้วิธีเพิ่ม FSB
เครดิตบล็อกความรู้

คีย์ลัด Windows เพื่อทำงานเร็วขึ้น


คีย์ลัดของ Windows เพื่อให้ทำงานได้เร็วขึ้น

Shout Cut Keys คือ คีย์ลัด ที่ ไม่ต้องลากเลื่อน mouse ให้เยอะแยะ เสียเวลา ใช้ key เหล่านี้ เร็วกว่า แน่นอนครับผม

ปุ่ม Windows +E เปิด windows Explorer

ปุ่ม Windows +M ย่อขนาดหน้าต่างทั้งหมดลงมาเพื่อให้เห็น Desktop

ปุ่ม Windows +Shift+M ทำให้หน้าต่าที่ย่อกลับสู่สภาพเดิม

ปุ่ม Windows +D ย่อ/ยกเลิก ขนาดหน้าต่างทั้งหมดลงมาเพื่อให้เห็น Desktop

ALT+Print Screen ใช้copy หน้าต่างที่เปิดล่าสุด ไปไว้ที่คลิปบอร์ด แล้วนำไปpaste ในที่ต่างๆได้

ปุ่ม Windows +F ค้นหาfile ใน Hardisk

ปุ่ม Ctrl+C Copy ได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ข้อความ file ... ปุ่ม

Ctrl+V Paste ได้ทุกอย่าง

ปุ่ม Ctrl+X Cut ได้ทุกอย่าง

ปุ่ม Ctrl+Q ใช้ออกจากโปรแกรมใดๆ ก็ได้

ปุ่ม Alt+F ใช้เปิด file ในโปรแกรมต่างๆ

ปุ่ม Atl+TAB เลือกหน้าต่างอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้mouse

ปุ่ม Delete ใช้ลบสิ่งต่างๆ file ข้อความ

ปุ่ม Alt+Esc ใช้เลือกหน้าต่างที่เปิดไว้มากๆโดยวนไปรอบๆ

ปุ่ม Alt+F4 ปิดโปรแกรม / ปิด windows(shut down)

ปุ่ม shift + ลูกศร หรือ เมาส์ เป็นการเลือก(select) เพิ่มจากเดิม

ปุ่ม Ctrl + คลิ๊กเมาส์ เป็นการเลือก(select)file มากว่า1 โดยกดctrl ค้างไว้

ปุ่ม shift + shut down ( alt+F4) restart windows(ให้กดshiftค้างไว้)

ปุ่ม shift ค้างไว้ขณะใส่แผ่น Cd ยกเลิก autorun.
..........................................................................................................

ป้องกัน Spam Mail อย่างมีประสิทธิภาพ




  • ในปัจจุบันการติดต่อสื่อสารทาง “จดหมายอิเล็กทรอนิกส์” หรือ “อีเมล์” เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในระดับองค์กรเพื่อติดต่อทางธุรกิจ หรือการติดต่อสื่อสารส่วนตัว ซึ่งอีเมล์แอดเดรสของเราก็เปรียบเสมือนการที่อยู่ทางไปรษณีย์นั่นเองแต่จะแตกต่างกันก็คืออีเมล์แอดเดรสจะถูกส่งไปกับอีเมล์ที่เรารับ-ส่ง ก็หมายถึงทุกครั้งที่เรารับ-ส่ง หรือส่งต่ออีเมล์ จะทำให้คนที่อยู่ในกลุ่มผู้รับหรือผู้ที่รับอีเมล์ต่อจะรู้อีเมล์แอดเดรสของเราอย่างง่ายดาย หมายถึงโอกาสที่กลุ่มผู้สร้าง Spam จะสามารถรู้อีเมล์แอดเดรสของเราและส่ง Spam อีเมล์มาให้เราได้อย่างไม่ยากเลย
    ประเภทของจดหมายอิเลคทรอนิกส์ก่อกวน
  • Spam mail คือ จดหมายอิเลคทรอนิกส์ที่ผู้ส่งส่วนใหญ่มีความประสงค์ที่จะโฆษณาสินค้าหรือบริการที่ตัวเองมี
  • Chain mail คือ เป็นจดหมายอิเลคทรอนิกส์ที่มีข้อความเหมือนจดหมายลูกโซ่ที่เราเคยได้รับโดยทั่วไป เนื้อหาก็จะเป็นเรื่องคำเตือนเกี่ยวกับไวรัส หรือเรื่องอื่น ๆ แต่ที่สำคัญคือ บอกว่าให้ส่งข้อความนี้ให้กับคนที่รู้จัก
  • Bomb mail คือ การก่อกวนผู้รับจดหมายอิเลคทรอ-นิกส์ หรือระบบจดหมายอิเลคทรอนิกส์ของเครือข่าย โดยส่งจดหมายอิเลคทรอนิกส์เป็นจำนวนมาก ๆ ไปยังผู้รับจดหมายอิเลคทรอนิกส์หรือระบบจดหมายอิเลคทรอนิกส์
  • Mail Virus เป็นจดหมายอิเลคทรอนิกส์ที่มี Attached File เป็นไวรัสที่ติดมากับจดหมายอิเลคทรอนิกส์ด้วย ซึ่งไวรัสนี้สามารถ execute ได้เมื่อผู้อ่านคลิกเพื่อเปิดไฟล์นั้น
  • Hoax mail เป็นรูปแบบหนึ่งของการก่อกวนที่มีผลต่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมาก โดยไวรัสหลอกลวงพวกนี้จะมาในรูปของจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การส่งข้อความต่อ ๆ กันไปผ่านทางโปรแกรมรับส่งข้อความ หรือห้องสนทนาต่าง ๆ ซึ่งสามารถสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นได้มากหรือน้อยเพียงใด ก็ขึ้นกับเทคนิค และการใช้จิตวิทยาของผู้สร้างข่าวขึ้นมา
  • Mail Spam / Bomb คืออะไรSpam mail คืออีเมล์ที่เราไม่ต้องการ เป็นประเภทหนึ่งของ Junk mail หลายคนสับสนคำว่า Spam mail กับคำว่า Bomb mail จุดประสงค์ของ Spam mail นั้น ผู้ส่งส่วนใหญ่ต้องการโฆษณาบริการต่าง ๆ ที่ตัวเองมี ส่วนจุดประสงค์หลักของ Bomb mail คือการก่อกวนผู้รับหรือระบบเมล์ของเครื่องข่ายนั้น ๆ โดยทั่วไป Spam Mail เป็นการส่งอีเมล์แต่ละฉบับไปหาคนจำนวนมาก
  • ส่วน Bomb mail เป็นการเมล์จำนวนมากไปหาคน ๆ หนึ่งหรือระบบเมล์ใดระบบเมล์หนึ่ง
    คำว่า SPAM จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นคำย่อมาจากคำใด และก็ไม่เคยมีความหมายในภาษาอังกฤษมาก่อน เพียงแต่เป็นคำแสลงที่ใช้ในการเรียกอีเมล์ที่ส่งมาเพือมีจุดประสงค์ในการโฆษณาขายสินค้า, ประชาสัมพันธ์, บริจาค, ขอความช่วยเหลือ หรืออื่น ๆ ซึ่งสร้างความรำคาญในกับผู้ใช้อีเมล์หากได้รับอีเมล์ประเภทนี้มาเกินไป
    Spam เกิดขึ้นได้อย่างไรก็อย่างที่เรารู้กันว่าการส่งอีเมล์เป็นการสื่อสารที่เสียค่าใช่จ่ายน้อยและสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้จำนวนมาก ผู้ที่สร้าง SPAM ก็คือพวกที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้ได้มากที่สุดเพื่อจุดประสงค์ในการโฆษณาขายสินค้า, ประชาสัมพันธ์ ทางธุรกิจของตน จึงใช้วิธีการให้ได้มาซึ่งอีเมล์แอดเดรสของกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งอาจเป็นได้จากหลายกรณี เช่น การที่เราส่งต่ออีเมล์ต่าง ๆ, การใช้อีเมล์แอดเดรสในการสมัครสมาชิกของกลุ่มข่าว (newsgroup) หรือสมัครสมาชิกของเว็บไซต์ต่าง ๆ เป็นต้น
  • วิธีการป้องกันจะเห็นได้ว่า SPAM เกิดจากการที่ผู้สร้าง SPAM รู้จักอีเมล์แอดเดรสของเรา ดังนั้นการป้องกันที่ต้นเหตุที่ดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้คนอื่นที่ไม่จำเป็นหรือไม่เกี่ยวข้องในติดต่อรู้จักอีเมล์แอดเดรสของเรา แต่ถ้าหากเราไม่สามารถป้องกันที่ต้นเหตุได้ตั้งแต่แรก และเคยได้รับ SPAM อีเมล์มาแล้ว เราก็ต้องหันมาป้องกันที่ปลายเหตุ โดยใช้ความสามารถของอีเมล์ไคลเอ็นท์ เช่น Microsoft Outlook ในการกรอง SPAM อีเมล์ หรือ/และร่วมกับความสามารถของอีเมล์เซิร์ฟเวอร์ เช่น Microsoft Exchange หรือ ซอฟต์แวร์ Anti-spam เพิ่มเติมตามความเหมาะสม
    โดยทั่วไปการป้องกัน SPAM สามารถทำได้ดังนี้
    ใช้ Outlook ในการกรองอีเมล์ SPAM ถ้าคุณใช้ Outlook 2003 ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ จะเห็นได้ว่ามีโฟล์เดอร์ที่เรียกว่า Junk E-Mail. ซึ่งในโฟล์เดอร์นี้จะมีกลไกในการกรองอีเมล์ที่ไม่ต้องการออกไปจาก Inbox ซึ่งตัวกรองจะสามารถกำหนดได้หลากหลายรูปแบบ รวมทั้งเวลาที่อีเมล์ถูกส่งมา (ซึ่งปกติอีเมล์ SPAM จากแหล่งเดิม ๆ มักถูกตั้งสริปต์ให้ส่งมาเวลาเดียวกันในแต่ละวัน)
    หลีกเลี่ยงการตอบอีเมล์ SPAM เพราะการตอบอีเมล์ SPAM ทำให้พวกผู้สร้าง SPAM รู้ว่าคุณยังใช้อีเมล์แอดเดรสและเมล์บ็อกซ์นี้อยู่ ทำให้ผู้สร้าง SPAM นั้นส่งอีเมล์ SPAM มาให้อีก ทางที่ดีที่สุดคือลบอีเมล์ SPAM ทิ้งเมื่อคุณได้รับมัน
  • ไม่ควรใช้อีเมล์แอดเดรสที่ใช้ในองค์กรในการลงทะเบียนใด ๆ บนอินเทอร์เน็ต ในบางครั้งคุณอาจต้องการลงทะเบียน mailing list, news group, การดาวน์โหลด freeware หรือ shareware, การสมัครสมาชิกใด ๆ บนอินเทอร์เน็ต หรือการสั่งซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต คุณไม่ควรจะใช้อีเมล์แอดเดรสที่ใช้ในองค์กรเพื่อการลงทะเบียนเหล่านี้ เพราะจะทำให้อีเมล์แอดเดรสของคุณหลุดรอดไปยังพวกสร้างอีเมล์ SPAM ได้ ข้อแนะนำคือ ให้สร้างอีเมล์แอดเดรสในฟรีเมล์เช่น hotmail ไว้อีกหนึ่งอีเมล์แอดเดรส เพื่อใช้ในการลงทะเบียนหรือซื้อของทางอินเทอร์เน็ตแทนการใช้อีเมล์แอดเดรสหลักที่ใช้ในองค์กร และควรจะใส่จุดไว้ข้างหน้าและข้างหลังอีเมล์เพื่อเพิ่มความยากลำบากในการใช้โปรแกรม Spam ยิ่งขึ้น เช่น .yourname@domain.com.
    หากคุณมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ไม่ควรใส่อีเมล์แอดเดรสหลักที่คุณใช้ในองค์กรลงบนเว็บไซต์
    หากต้องใช้อีเมล์แอดเดรสในการลงทะเบียนบนเว็บไซต์ใด ๆ ให้อ่าน Privacy policy ให้ละเอียด สำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการให้คุณใช้อีเมล์แอดเดรสในการลงทะเบียน มักมี privacy policy ให้คุณอ่านและเลือกตอบ เช่น คุณต้องการเปิดเผยข้อมูลและอีเมล์แอดเดรสของคุณแก่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มผู้ใช้ของเว็บไซต์หรือไม่?, อีเมล์ของคุณต้องการให้เก็บเป็นความลับหรือไม่? เป็นต้น ดังนั้นคุณจะต้องอ่านให้ละเอียดและเลือกใช้ให้เหมาะสม
    ลบข้อมูลของคุณจาก Profile ต่าง ๆ ที่อาจค้นเจอได้ผ่านทางอินเทอร์เน็ตข้อนี้อาจทำได้ยากในทางปฎิบัติ แต่จากการสำรวจอย่างไม่เป็นทางการของผู้เขียนเอกสาร Crabby's top 10 spam-fighting tips พบว่าเมื่อทำการลบ profile ที่เราไปลงทะเบียนไว้หรือแสดงอีเมล์แอดเดรสของเราเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น Internet directory, กลุ่มข่าว หรือ discussion board พบว่าจำนวนอีเมล์ SPAM ที่ได้รับลดลง
    ไม่ควรส่งต่ออีเมล์ประเภท Chain e-mail หรือ Forward mailปัจจุบันมี Chain e-mail หลายรูปแบบ เช่น การบริจาคเงิน, บริจาคเลือด, การได้รับรางวัล ต่าง ๆ หรือ Forward e-mail เช่น รูปภาพ, ข้อความ, ข่าว เป็นต้น หากต้องการส่งต่ออีเมล์ประเภทนี้ ควรลบรายชื่อของผู้ที่ได้รับอีเมล์ก่อนหน้านี้ที่จะปรากฎอยู่เมื่อคุณกดปุ่ม Forward ทั้งนี้เป็นการช่วยป้องกันผู้ที่อยู่ในรายชื่อของผู้ที่ได้รับอีเมล์ก่อนหน้านี้ แต่อย่าลืมว่าผู้ที่ได้รับอีเมล์ต่อจากคุณอาจจะส่งต่อไปให้เพือน ๆ ของเขา ซึ่งคุณก็มีโอกาสเสี่ยงในการที่ผู้สร้างอีเมล์ SPAM จะรู้อีเมล์แอดเดรสของคุณอยู่ดี
  • การแก้ปัญหาจดหมาย Spamคุณสมบัติหลักที่ Anti spam ควรจะต้องมีคือประสิทธิ-ภาพและความถูกต้อง ในการตรวจจับ ซึ่งก็มีหลายวิธีในการคิดค่า แต่จะมีอยู่วิธีหนึ่งทีมีประสิทธิภาพ ก็คือการวัดจากค่า Spam ที่สามารถป้องกันไม่ให้เข้ามาในระบบได้ คำนวณได้เป็นร้อยละของจดหมายที่ป้องกันได้ และตรวจจับถูกต้องว่าคือ spam สามารถคำนวณได้โดย
    [จำนวนของจดหมายสแปมที่จับได้ / (จำนวนของจดหมาย สแปมที่จับได้+จำนวนของจดหมายสแปมที่จับไม่ได้)] X 100%
  • ระบบ Anti spam ที่ดีควรมีค่าการหลุดลอดของจดหมาย SPAM มากกว่า 95%
    ส่วนค่าของความถูกต้องคือค่าร้อยละของจดหมาย Spam ที่จับได้ถูกต้อง สามารถคำนวณได้โดย
    [(จำนวนของจดหมายสแปมที่จับได้ - จำนวนจดหมายที่เป็น สแปม) / จำนวนของจดหมายทั้งหมดที่จับได้] X 100%
    ระบบ Anti spam ที่ดีควรมีค่าความถูกต้องไม่น้อยกว่า 99.9999% หรือผิดพลาดจากการตรวจสอบจดหมายผิดว่าเป็น SPAM 1 ฉบับใน 1 ล้านฉบับ
    ถ้าคุณเป็นผู้ดูแลระบบอาจจะต้องใช้เป็น Appliance ที่เป็นพวก Mail Gateway
    ในแต่ละวันองค์กรของคุณอาจจะมีอีเมล์ทีมีมากมายมหาศาลเข้ามาในแต่ละวัน จึงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ดูแลระบบที่จะต้องทำการตรวจเช็คอีเมล์เข้า-ออกที่มีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะไม่สะดวกนักสำหรับผู้รับหากพบว่าอีเมล์ที่เป็นงานของตนเองสูญหายอยู่บ่อยครั้ง ระบบจึงมีความจำเป็นต้องใช้ Anti-spam/Anti-virus หรือ Mail Gateway Security ที่เป็น Appliance Box มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาต่างกับอีเมล์ขององค์กร เช่น จากผู้ผลิตที่มีความชำนาญทางด้าน Security อย่างเช่น Symantec Mail Security จาก Symantec เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันเวอร์ชัน 7.5 นั้นได้เพิ่มความสามารถในการตรวจ massage ที่ใช้งานใน IM (Instant Massaging) อย่างเช่น MSN ที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
    Symantec Mail Security 8340 Appliance






  • Symantec Mail Security Appliance เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสามารถในการจัดการด้านความปลอดภัยของอีเมล์เป็นอย่างสูง สามารถแสดงรายงานผลการทำงานทั้งที่เป็นรายละเอียดหรือเป็นกราฟสถิติได้ดีมาก จัดจำหน่ายโดยบริษัท เดอะแวลลูซิสเตมส์ จำกัด ให้บริการโดยฝ่ายเทคนิคโดยทีม Professional Service
    ท่านสามารถดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ http://www.value.co.th หรือติดต่อขอทดสอบผลิตภัณฑ์ได้ที่ฝ่ายขายที่ท่านติดต่ออยู่
ติดตั้งโปรแกรมหรือไดรเวอร์ไปแล้วเข้าวินโดวส์ไม่ได้
ลงโปรแกรม Norton AntiVirus ไปแล้ว พอบูตเครื่องขึ้นมาอีกทีก็เข้าวินโดวส์ไม่ได้แล้ว ปัญหาทำนองนี้พบค่อนข้างบ่อยมาก อาจจะเนื่องมาจากในบ้านเราผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่จะใช้โปรแกรมเถื่อนที่มีขายอยู่ทั่วไปตามห้างไอที ทำให้บางครั้งในขั้นตอนการผลิตซีดีไม่ได้มาตรฐานไฟล์บางตัวเลยก๊อปปี้มาไม่ครบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผ่นซีดีโปรแกรมที่เป็นแผ่น รวมหลายสิบโปรแกรมนั้น ค่อนข้างจะมีปัญหาเยอะมาก เมื่อผู้ใช้ซื้อไปติดตั้งจึงมีปัญหาตามมาหรือบางโปรแกรม เช่น Norton AntiVirus ชอบที่จะเข้าไปขอใช้ไฟล์ระบบที่มีนามสกุล DLL เมื่อมีการติดตั้งไม่สมบูรณ์เลยทำให้ ไม่สามารถเข้าวินโดวส์ได้
อีกสาเหตุหนึ่งก็เนื่องมาจากการลงไดรเวอร์นั่นเอง ไดรเวอร์บางตัวก็มักมีปัญหากับระบบปฏิบัติการและชอบเข้าไปยุ่งกับไฟล์ ระบบทำให้วินโดวส์พังก็มีให้เห็นมาแล้ว สำหรับแนวทางในการแก้ปัญหาของ ช่างคอมพิวเตอร์นั้น ให้สอบถามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้เสียก่อน หากพบว่าได้มีการติดตั้งโปรแกรม หรือไดรเวอร์ลงไปหลังจากนั้นก็ทำให้บูตเข้าวินโดวส์ไม่ได้อีกเลย ให้เราสันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเกิดจากสาเหตุการลงโปรแกรมและไดรเวอร์ไม่สมบูรณ์จนอาจทำให้ระบบไม่สามารถบูตได้ โดยเราสามารถแก้ปัญหาได้ดังนี้
ให้บูตเครื่องเข้าสู่ Safe Mode เพราะการเข้าสู่ Safe Mode จะเป็นการเข้าสู่วินโดวส์โดยที่ไม่ จำเป็นต้องใช้ไดรเวอร์หรือไฟล์บางตัว จากนั้นให้เราเข้าไปลบโปรแกรมหรือไดรเวอร์ที่ทำให้เกิดปัญหาออกไปจากเครื่องให้หมดเกลี้ยงอย่าให้เหลือซาก จากนั้นจึงบูตเครื่องเข้าสู่วินโดวส์ได้ตามปกติ
เครื่องบูตขึ้นแต่ไม่สามารถเข้าวินโดวส์ได้
กรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ได้ผ่านขั้นตอนการ POST แล้ว แต่กลับมาค้างที่หน้าจอแสดงโลโก้วินโดวส์ทำให้ไม่สามารถบูตเข้าวินโดวส์ได้เลย บางครั้งก็ยังไม่แสดงโลโก้ของวินโดวส์แต่กลับมีข้อความแจ้งขึ้นมาว่า “Missing Operation System”
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาของช่างคอมพิวเตอร์ก็คือ ให้สอบถามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ก่อน ว่าได้มีการลบไฟล์ระบบบางตัวออกไปหรือเปล่า ส่วนใหญ่ปัญหานี้มันเกิดจากไฟล์ระบบ COMMAND.COM เสียหายหรือถูกลบทิ้งไปเนื่องจากว่าไฟล์ COMMAND.COM เป็นไฟล์ที่มีหน้าที่เก็บคำสั่งภายในของระบบดอสเอาไว้ เช่น TYPE, COPY, DIR, DEL นอกจากนี้ก็ยังทำหน้าที่ ติดต่อและแปลคำสั่งของผู้ใช้ผ่านคีย์บอร์ด และนำคำสั่งนั้นไปปฏิบัติงาน ซึ่งนับว่าไฟล์ COMMAND.COM นั้นมีความสำคัญต่อระบบปฏิบัติการที่ยังต้องอิงกับระบบดอสอยู่มาก
วิธีแก้ไขก็คือ ให้บูตเครื่องด้วยแผ่น Startup Disk จากนั้นพิมพ์คำสั่ง SYS C: ซึ่งเป็นคำสั่ง ก๊อปปี้ไฟล์ระบบลงไปในไดรฟ์ C: โดยที่ไฟล์ระบบนั้นจะมีไฟล์ COMMAND.COM รวมอยู่ด้วย จากนั้นให้บูตเครื่องขึ้นมาอีกครั้งคราวนี้จะพบว่าสามารถบูตเข้าวินโดวส์ได้แล้ว
วิธีการแก้ไข Code error MSN

สาเหตุที่เกิด โดยดูจาก Errorcode
ErrorCode : *beep*
- สาเหตุ: เกิดจาก MSN หาไฟล์พวก .dll บางตัวไม่เจอ ทำให้ไม่สามารถ sign in ได้
- วิธีแก้: แก้ตามวิธีแก้ที่ 3
ErrorCode : 81000362- สาเหตุ: เกิดจากที่ตัว IE เปิด Work OffLine ไว้ครับ
- วิธีแก้: แก้ตามวิธีแก้ที่ 11 ErrorCode : 80048820
- สาเหตุ: เกิดจากวันที่ของเครื่องไม่ถูกต้อง
- วิธีแก้: แก้ตามวิธีแก้ที่ 3 ครับ หรือตั้งวันที่ใหม่
ErrorCode : 80072ee7 , 80048848
- สาเหตุ: เกิดจากปัญหาของ Firewall หรือการติดต่อออกอินเตอร์เน็ต มีปัญหา
- วิธีแก้: แก้ตามวิธีแก้ที่ 1 และ 2
ErrorCode : 80072eff , 80070193 , 800701f7
- สาเหตุ: เป็นปัญหาจาก .NET Messenger Service มีปัญหา ซึ่งอาจจะเกิดจากตัว .Net server
- วิธีแก้: แก้ตามวิธีแก้ที่ 1 , 2 และ 4
ErrorCode : 80072efd
- สาเหตุ: ปัญหานี้เกิดจาก ในส่วนของ windows update
- วิธีแก้: แก้ตามวิธีแก้ที่ 1 , 2 , 3 และ 5
ErrorCode : 80072f0d
- สาเหตุ: เกิดจากที่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับ security ของ MSN ไม่ทำงาน
- วิธีแก้: แก้ตามวิธีแก้ที่ 1 , 2 , 3 และ 6 ถ้ายังไม่หายให้เพิ่มข้อ 10 ด้วย
ErrorCode : 80070190 , 80072745
- สาเหตุ: เกิดจากปัญหาการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
- วิธีแก้: แก้ตามวิธีแก้ที่ 1 , 2 , 4 และ 3
ErrorCode : 80070301- สาเหตุ: เกิดจากปัญหา ของ .NET Messenger Service
- วิธีแก้: แก้ตามวิธีแก้ที่ 1 , 2 , 4 , 7 และ 8
ErrorCode : 81000303 หรือ " Microsoft .NET Passport has made your account temporarily unavailable to help prevent other users from guessing or obtaining your password."
- สาเหตุ: เกิดจากปัญหา ของ .NET Messenger Service หรือ รหัสผ่านผิด
- วิธีแก้: แก้ตามวิธีแก้ที่ 1 , 2 , 3 ,4 และ 7
ErrorCode : 81000306- สาเหตุ: เกิดจากปัญหา ของ .NET Messenger Service หรือ การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
- วิธีแก้: แก้ตามวิธีแก้ที่ 1 , 2 , 4 และ 8
ให้ทำตามวิธีแนะข้างล่างนี้

วิธีแก้
1. ตรวจเช็ค Internet ว่า Connect อยู่หรือป่าว...
2. ปิด Firewall ทั้งของ Windows , Router และโปรแกรม Antivirus ต่างๆ
3. Register DLL files และตั้งวันที่ใหม่ โดยใช้ไฟล์นี้ http://www.adslthailand.com/forum/files/allmsn_110.zip
4. เช็ค .Net Messenger Service server อาจมีปัญหา

ลองคลิ๊กที่นี่เพื่อตรวจสอบ http://messenger.msn.com/Status.aspx ว่า Server รันอยู่หรือป่าว
5. Internet Explorer ต้องสนับสนุน การเข้ารหัสแบบ 128 bit

ให้ตรวจสอบ โดยดูได้ด้วยการคลิกเมนู Help->About ใน IE ถ้าไม่ใช่แนะนำให้ลง IE6 ใหม่อีกรอบ
6. เปิด Internet Explorer ไปที่เมนู Options -> Internet Options.. -> Advancd

แล้วดูที่หัวข้อ use SSL 2.0 และ use SSL 3.0 ให้ติ๊กถูกทั้ง 2 อัน
7. ให้ตรวจสอบ user name และ password ให้แน่ใจด้วยการกรอกใหม่อีกครั้งระวังตัวพิมพ์เล็กและใหญ่
8. ไปที่ Start -> Run พิมพ์ %appdata%\microsoft กด Enter

และลบโฟล์เดอร์ชื่อ MSN Messenger (Emo และ DP ที่เพิ่มเข้าไปจะหายไปหมด)
9. อาจถูกบล็อคการใช้งานจากผู้ดูแลระบบ ลองติดต่อ admin
10. ไปที่ Start -> Run พิมพ์ regsvr32 initpki.dll กด Enter แล้วรอครับอาจจะนานหน่อยเป็น 10 นาที...
11. ตรวจเช็คการตั้งค่าใน IE และ MSN เช็คว่า IE OffLine ไว้หรือป่าว
- เรียก Internet Explorer ขึ้นมา
- กดที่เมนู File แล้วดูที่ Work Offline ว่ามีติ๊กไว้หรือป่าวถ้ามีให้เอาออก

ตรวจเช็คการตั้งค่า Proxy ใน IE
- เรียก Internet Explorer ขึ้นมา
- กดที่เมนู Tools --> Internet Options
- คลิ๊กที่แท็บ Connections กดปุ่ม LAN Settings
- เอาตัวติ๊กทั้งหมดออก
- กด OK 2 ที
ตรวจเช็คการตั้งค่า Proxy ใน MSN
- เรียก MSN Messenger ขึ้นมา
- กดที่เมนู Tools -- Options
- เลือกที่ Connection กดปุ่ม Advanced Settings
- ลบทุกอย่างที่เติมไว้ในบล็อค
- กด OK 2 ที
12. ตรวจเช็คไฟล์ hosts (อาจโดนเปลี่ยนโดย Spyware บางตัว)
- กดที่ Start ---> Run
- พิมพ์ notepad %SystemRoot%\system32\drivers\etc\hosts
- แล้วลบทั้งหมดออกเหลือไว้แต่ 127.0.0.1 localhost แค่บรรทัดเดียว
- แล้วสั่ง File -->Save แล้วปิดไปเลย
ข้อความนี้ไปเจอมา หากแต่ว่าจะเป็นประโยชน์กับบางท่านที่ไม่สามารถใช้ เอ็มได้

ปัญหาคอมค้างและการแก้ไขเบื้องต้น

  • ปัญหาของคอมพิวเตอร์ หรือ Windows ที่ใช้งานแล้วค้าง อาจมีสาเหตุต่างๆ ดังนี้
    1.เปิดใช้โปรแกรมหลายๆ โปรแกรมพร้อมกัน
    2.การติดตั้งโปรแกรม กำจัดไวรัสหลายๆ ตัว
    3.โปรแกรมที่ใช้งาน ไม่สมบูรณ์ พูดง่ายๆ คือมี BUG (Bug คือการเขียนโปรแกรมที่ไม่สมบูรณ์)
    4.Hardware ที่ติดตั้งไม่เข้ากันกับระบบ Windows
    5.ไวรัส สปายแวร์ คอมพิวเตอร์ อื่นๆ อีกมากมาย
  • สำหรับวิธีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า คือ
    1.กดปุ่ม Ctrl + Alt + Del หรือที่เราเรียกว่า Task Manager
    2.จากนั้นให้ดูที่แท็ปแรก Applications ดูซิว่ามีรายการไหน ขึ้นคำว่า "Non Responding"
    3.คลิกเลือกรายการนั้น จากนั้นคลิกปุ่ม End Task ด้านล่าง ลบรายการอื่นๆ อีก ถ้ามี
    หลังจากนั้น แนะนำให้บันทึกงานที่ทำค้างอยู่ และดีที่สุด ควร restart Windows ใหม่ทุกครั้ง
    ถ้าพบว่าหลังจากติดตั้งโปรแกรมไหน แล้วมีปัญหา ให้รีบ uninstall นั้นๆ ดู และทดสอบใช้งานใหม่อีกครั้ง.

อันตรายจากการใช้เนต คาเฟ่

ผู้ชายคนหนึ่งซึ่งอยู่ในนิวยอร์คอาจเข้าไปดูข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เขาอาจขโมยข้อมูลบัญชีธนาคารออนไลน์ของคุณ

ปัจจุบัน Juju Jiang ได้ชดใช้ในสิ่งที่เขากระทำแล้ว หลังจากที่มีการตัดสินความผิด แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาได้ใช้ซอฟต์แวร์ตรวจสอบแป้นพิมพ์เพื่อขโมยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านจากเครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ ซึ่งเขาใช้ในการขโมยเงิน หรือขายข้อมูลนั้นบนเว็บ

เขาถูกจับในขณะที่เขากำลังจัดการกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านของเหยื่อ เธอจ้องมองวิธีการที่คนร้ายค้นหาเครื่องคอมพิวเตอร์ของเธออย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง เขาใช้ GoToMyPC ซึ่งเป็นโปรแกรมสำหรับนักเดินทางที่สามารถจัดการเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนจากระยะไกลได้ เหยื่อรายนี้ได้ใช้ GoToMyPC ก่อนหน้านี้จากเครื่องสาธารณะ และ Jiang ได้ขโมยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของเธอไป

เรื่องดังกล่าวได้สร้างความสนใจให้กับสิ่งที่ผู้คนเคยมองข้าม ซอฟต์แวร์ประเภทสปายแวร์สามารถติดตั้งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะได้ง่าย เช่น อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ สนามบิน ห้องสมุด และสถานที่สาธารณะอื่นๆ

อาชญากรสามารถขโมยชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของคุณไปได้โดยการใช้ซอฟต์แวร์ประเภทสปายแวร์ จากนั้นคุณอาจสูญเสียเงินหรือถูกขโมยข้อมูลเฉพาะตัว เรื่องต่างๆ เหล่านี้จะช่วยย้ำเตือนให้คุณระมัดระวังในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ

ซอฟต์แวร์จะไม่เป็นที่สังเกต
จารชนมักใช้ซอฟต์แวร์เนื่องจากซอฟต์แวร์เป็นสิ่งที่บุคคลทั่วไปมักไม่สังเกตเห็น หรืออาจนำฮาร์ดแวร์มาวางไว้ระหว่างแป้นพิมพ์และเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่การใช้ฮาร์ดแวร์จะเป็นที่สังเกตเห็นได้ง่ายในที่สาธารณะ

โปรแกรมเหล่านี้สามารถบันทึกการใช้แป้นพิมพ์โดยที่เหยื่อไม่ทันรู้ตัว จากนั้นจึงส่งข้อมูลที่บันทึกไว้ทางอีเมลตามเวลาที่กำหนด หรือใช้วิธีการดาวน์โหลดข้อมูลดังกล่าว โปรแกรมอื่นๆ อาจบันทึกภาพหน้าจอของเว็บไซต์ที่คุณเยี่ยมชม ข้อมูลที่บันทึกไว้เหล่านี้ก็จะถูกส่งทางอีเมลเช่นเดียวกัน

ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น คุณจะไม่สังเกตเห็นโปรแกรมประเภทสปายแวร์ เว้นแต่ว่าคุณจะทราบวิธีการค้นหา คุณจึงจะพบโปรแกรมเหล่านี้ คุณจึงควรตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณว่ามีซอฟต์แวร์สปายอยู่หรือไม่ก่อนใช้งาน ซึ่งจะกล่าวในรายละเอียดต่อไป

แต่อยากให้คุณตระหนักไว้ว่า นอกจากโปรแกรมสปายแล้ว คุณอาจพบกับภัยคุกคามอื่นๆ ซึ่งเลวร้ายยิ่งกว่าการใช้ห้องน้ำสาธารณะ!

ข้อควรพิจารณา 5 ประการเมื่อคุณใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้ใช้งานเป็นประจำมีดังต่อไปนี้

1. การตรวจสอบโปรแกรมสปาย
คุณสามารถดาวน์โหลด X-Cleaner Spyware Remover ได้จาก spywareinfo.com แล้วคัดลอกเก็บไว้ในฟล็อปปี้ดิสก์ หากเครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะที่คุณใช้มีฟล็อปปี้ไดรฟ์ ให้ใส่แผ่นดิสก์และเรียกใช้ X-Cleaner จากฟล็อปปี้ดิสก์เพื่อตรวจสอบฮาร์ดดิสก์ โดยคุณไม่จำเป็นต้องติดตั้ง X-Cleaner

2. การลบข้อมูลของคุณ
เมื่อคุณใช้งานอินเทอร์เน็ตเบราว์เซอร์ ระบบจะบันทึกเว็บไซต์ที่คุณเยี่ยมชมเอาไว้ หลังจากที่คุณเรียกดูข้อมูลต่างๆ โดยใช้ Microsoft Internet Explorer เสร็จแล้ว ให้คลิก Tools > Internet Options ในแท็บ General ให้คลิก Delete Files และ Delete Cookies จากนั้นให้คลิก Clear History

3. การป้องกันรหัสผ่านของคุณ
เบราว์เซอร์สามารถตรวจสอบรหัสผ่านได้เช่นกัน ก่อนที่คุณจะใช้งานเว็บ หากคุณใช้ Internet Explorer ให้คลิก Tools > Internet Options ในแท็บ Content ให้คลิก AutoComplete แล้วยกเลิกการเลือกทั้ง 4 ช่อง

เมื่อคุณเรียกดูข้อมูลเสร็จแล้ว ให้คลิก Tools > Internet Options แล้วไปที่แท็บ Content และคลิก AutoComplete คลิก Clear Forms และ Clear Passwords

4. การลบข้อมูลในเบราว์เซอร์จะทำให้คุณแน่ใจได้ว่าผู้อื่นจะไม่สามารถตรวจสอบการเรียกดูข้อมูล หรือขโมยรหัสผ่านจากข้อมูลที่บันทึกไว้ได้ แต่โปรแกรมตรวจสอบการใช้แป้นพิมพ์ยังสามารถบันทึกรหัสผ่านของคุณได้

โปรแกรมตรวจสอบการใช้แป้นพิมพ์บางโปรแกรมไม่สามารถบันทึกรหัสผ่านของคุณไว้ได้ หากคุณป้อนรหัสผ่านโดยใช้การคัดลอกและวางตัวอักษรหรือตัวเลข ตัวอย่างเช่น เพจที่คุณเปิดในเบราว์เซอร์มีตัวอักษรต่างๆ และสมมติว่ารหัสผ่านของคุณคือ "jim" (คุณคงไม่ใช้รหัสผ่านง่ายเช่นนี้!) คุณสามารถค้นหาตัวอักษร "j" หนึ่งตัว "i" หนึ่งตัว "m" อีกหนึ่งตัวในเพจนั้น แล้วคัดลอกและวางลงในช่องรหัสผ่าน

การใช้รหัสผ่านชั่วคราวอาจเป็นการป้องกันรหัสผ่านที่ดีที่สุด คุณอาจใช้รหัสผ่านสำหรับการทำงาน และยกเลิกเมื่อสิ้นสุดการทำงาน

อย่าเชื่อมั่นการเข้ารหัสข้อมูลมากจนเกินไป
โปรแกรมการเข้ารหัสมีอยู่มากมายในท้องตลาด บางโปรแกรมอาจใช้สำหรับการเข้ารหัสอีเมล อย่างไรก็ตาม โปรแกรมเหล่านั้นจะเข้ารหัสข้อมูลเมื่อมีการคลิกที่ปุ่ม ส่ง ซึ่งเป็นการป้องกันที่สายเกินไปหากมีการติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบการใช้แป้นพิมพ์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรมดังกล่าวจะบันทึกรหัสผ่านและข้อความที่คุณเขียนได้อย่างถูกต้อง

5. การใช้วิจารณญาณที่ดี
การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะอาจมีความปลอดภัย แต่คุณไม่สามารถมั่นใจได้เต็มที่ คุณสามารถติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านหรือที่ทำงานได้ แต่คุณไม่สามารถมั่นใจได้ว่ามีอะไรแอบแฝงอยู่ในเครื่องสาธารณะนั้นหรือไม่

คุณควรใช้งานเครื่องเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง อย่าทำธุรกรรมเกี่ยวกับการเงินหรือการซื้อขายหุ้นในเครื่องเหล่านี้หากคุณสามารถหลีกเลี่ยงได้ หลีกเลี่ยงการทำรายการที่ใช้ข้อมูลบัตรเครดิต และใช้รหัสผ่านชั่วคราวหากคุณต้องตรวจสอบอีเมล รวมทั้งสอบถามผู้ดูแลระบบของคุณถึงวิธีการในการ "ยกเลิกการเรียกดูเพจ"

หากคุณใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเรียกดูข้อมูลเท่านั้น ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาใดๆ คุณควรหลีกเลี่ยงการใช้ข้อมูลธุรกิจที่สำคัญหากสามารถกระทำได้ เนื่องจากอาจมีอาชญากรเช่น Juju Jiang คอยจ้องมองคุณอยู่
ขอบคุณ เอ็มตี้

การป้องกัน ไวรัสเบื้องต้น


แน่นอน ว่า เมื่อเราได้เปิดเพื่อใช้งานคอมนั้น ย่อมจะต้องมีการเชื่อมต่อสัญญาณผ่านเครือข่ายให้บริการอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะทำงานหรือเล่นที่ไหนย่อมต้องระมัดระวังเรื่องของพวกไวรัส ที่จะมาแอบแฝงโดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้

สิ่งที่ควรรู้ก่อนใช้งาน คุณควรจะมีความรู้พอสมควรว่าจะเข้าค้นหา ศึกษาเวปหรือหาความรู้จากสื่อที่มีมากมายในโลกไซเบอร์ พึงระวังเวปที่เราไม่รู้จัก ไม่คุ้นชื่อ หรือเวปแปลกๆ น่าตาในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อต่างๆ

เวปไซต์ ลามก ที่นำเสนอภาพโป้ ภาพหลุด ภาพลับๆ ของคนมีชื่อ แน่นอนว่า เรื่องแบบนี้ใครๆ ก็ย่อมอยากจะรู้อยากเห็นแล้วเข้าไปดูโดยไม่รู้ว่า ในเวปนั้นอาจมีพวกโปรแกรมประเภท สปายแวร์ โทรจัน หรืออาจมีพวกไวรัส ซึ่งรอรับเราเมื่อเราทำการดาวน์โหลดมาแล้วมา เปิดหรือติดตั้งภายในเครื่องของ เป็นจังหวะดีทีเดียวที่โปรแกรมพวกนี้ได้หลุดมาอยู่ในเครื่องเราแล้ว ซึ่งเราไม่อาจรู้ได้เลยว่ามันจะทำงานตอนไหน

แต่ที่แน่ๆ อาการคอมของเรามันจะแสดงให้เห็นเด่นชัดเลย คือ อืด ชอบรีเฟรชตัวเองบ่อยๆ แม้กระทั่งไฟล์ที่เราเปิดเป็นประจำ อาจใช้งานไม่ได้ คอมร้องเตือนเสมอว่า มีปัญหา นอกจากนี้ หลายคนมักบ่นกันบ่อยๆว่าเล่น แชทมักจะโดนคนแกล้งอย่างนั้นอย่างนี้ก็มี มันเป็นปัญหาที่น่ารำคาญไม่ใช่น้อย

วิธีการป้องกัน คือ ถ้าเราไม่แน่ใจว่าเวปที่เข้าไม่รู้จัก ก็ควรไม่ต้องเข้าไปดู (หากใครกล้าเสี่ยง คุณควรแน่ใจว่าเครื่องคุณนั้นมีโปรแกรมประเภทแสกนไวรัสได้ดีพอ)

ในการสื่อสารผ่านทางอีเมลก็เช่นกัน เรามักจะเจอปัญหาสแปมเมล ซึ่งมักแฝงด้วยโฆษณารูปแบบต่างๆ ข้อนี้ป้องกันได้ คือเราไม่เปิดดูมันก็เป็นอันใช้ได้ และเมลที่ระบุข้อความถึงตัวท่าน หากไม่ทราบที่มา หรือ เมล นั้นเป็นชื่อบุคคลที่เราไม่รู้จัก เราควรลบไฟนั้นทิ้งไปเลย

เหล่านี้คื่อ ข้อเตือนเล็กๆน้อยๆ ที่อาจมีประโยชน์สำหรับบางท่าน อย่าลืมว่ายิ่งโลกนี้มีโปรแกรมที่ตรวจจับไวรัสได้มากเท่าไร เหล่าคนที่ชอบปล่อยไวรัสก็มักไล่ตามกันไป

ไฟล์มีเดีย ต่างๆที่เราได้รับ จะมีสกุลแตกต่างกันไป (.flv,wma,mp) จำไว้ว่าถ้าเจอไฟล์ที่ลงท้ายด้วย.exe แล้วละก็นั้น ต้องระวังไว้เลย อันตรายสุด....สุ..ดๆ

แนวการใช้งาน

ไปเจอมาอาจ ใช้ประโยชน์ได้บ้างนะ
Window XP TiP ทริปง่ายๆ กับการใช้วินโดว์ ครับ
1. คุณสามารถดูเปิดเว็บได้เต็มจอโดยการกด F11

2. คุณสามารถเลื่อนหน้าจอ IE ลงได้โดยกด space และเลื่อนขึ้นโดยกด shift+space

3. คุณสามารถซ่อนขอบหน้าต่างและ titlebar ของ task manager ได้โดยการดับเบิ้ลคลิกที่ว่างตามขอบใดๆก็ได้

4. คุณสามารถหยุดยั้งการปิดเครื่องเองภายใน 60 วินาทีของ blaster.worm ได้ โดยการเปิด run แล้วพิมพ์ "shutdown -a"

5. และคุณสามารถสั่งปิดเครื่องที่อยู่ข้างๆได้โดยพิมพ์ "shutdown -i"

6. คุณสามารถส่งแฟกซ์หรือ print-to-fax ด้วยโมเด็มได้โดยไม่ต้องพึ่งโปรแกรมอื่นๆช่วย

7. คุณสามารถเร่งหรือชะลอความเร็วของเพลง หรือแม้แต่เล่นเพลงย้อนกลับได้ โดยใช้ play speed settings ที่อยู่ใน windows media player

8. คุณสามารถเปิดและเข้ารหัสไฟล์ zip ได้โดยไม่ต้องใช้ winzip หรือ winrar ใช้คุณสมบัติของ compressed folder

9. คุณสามารถเปลี่ยนรูปภาพอะไรก็ได้ให้เป็นไอคอนแค่เพียงคุณเปลี่ยนนามสกุลมันเป็น .ico เท่านั้น

10. เมื่อเมาส์ของคุณพัง คุณยังสามารถใช้เมาส์ได้ด้วยคีย์บอร์ดโดยเลือกที่ accessibility option > mouse > mousekeys แล้วใช้ numpad เป็นตัวควบคุมเมาส์ขยับเมาส์คลิกเมาส์แทน

11. เมื่อคีย์บอร์ดของคุณพัง คุณยังสามารถใช้เมาส์พิมพ์ข้อความได้โดยเปิด run แล้วพิมพ์ osk

12. คุณสามารถทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณพูดไม่หยุดปากได้โดยเปิด run แล้วพิมพ์ narrator และสั่งให้มันพูดอีกครั้งเมื่อพูดจบก็ให้กด ctrl+shift+space ******uninstall แล้วยังไม่หายไปจาก add remove.. ******* start > run > regedit > ok HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows\CurrentVersion\Uninstall เข้าไปลบตัวโปรแกรมที่ยังค้างอยู่ *********การลบเกมส์ใน รีจิสเตอร์************ Hkey_current_user เลือก Software ทีนี้ก็ลองหาชื่อเกมส์หรือโปรแกรมที่ต้องการจะเอาออก โดยการคลิ๊กขวา แล้วก็ delete แล้วปิดหน้าต่าง รีสตาร์ทแค่นี้ก็เรียบร้อยครับ **********บูทวินโดวส์ XP แบบติดเทอร์โบ********** ไปที่ Start > Run แล้วพิมพ์ regedit แล้วกด ok HKEY_LOCAL_MACHINE\SYSTEM\CurrentControlSet\Control\SessionManager\MemoryManagement\PrefetchParameters ตรงด้านขวามือแก้ไขคีย์ EnablePrefetcher จาก 3 เป็น 5 แล้วกด OK ************** แก้เครื่อง shutdown นานมาก ********** รัน regedit แล้วแก้ registry HKEY_LOCAL_MACHINE\System\CurrentControlSet\Control ตรงด้านขวามือเลือกที่ WaitToKillServiceTimeout เดิม 20000 แก้เหลือ 1 HKEY_CURRENT_USER\Control Panel\Desktop ตรงขวามือให้แก้ตามนี้ "AutoEndTasks"="1" "HungAppTimeout"="1" "MenuShowDelay"="100" (เพิ่มความเร็ว Start Menu) "WaitToKillAppTimeout"="1" ปิด Regedit จากนั้นรีสตาร์ท จะเห็นผลโดยทันที

********ลบโปรแกรม MSN Messenger ออกจาก WindowsXP**********

ถ้าคุณต้องการลบ MSN Messenger ออกจาก WindowsXp ทำได้โดยคลิ๊ก Start -> Run แล้วพิมพ์ดังนี้ RunDll32 advpack.dll,LaunchINFSection %windir%\INF\msmsgs.inf,BLC.Remove จากนั้นคลิ๊ก OK

******** หยุดการเล่นโปรแกรมอัตโนมัติ ในขณะใส่แผ่น CD (ยกเว้น CD เพลง) ******** 1. คลิ๊ก Start เลือก Run 2. พิมพ์ "gpedit.msc" จะมีหน้าต่าง Group Policy ขึ้นมา 3. ดับเบิ้ลคลิ๊ก Computer Configuration และดับเบิ้ลคลิ๊ก Administrative Templates 4.จากนั้นดับเบิ้ลคลิ๊ก System ตรงด้านขวามือให้ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ Turn off autoplay 5.จะมีหน้าต่าง Turn off Autoplay Properties ขึ้นมา 6. ให้คลิ๊กเลือกที่ Enabled 7. ตรงช่อง Turn off Autoplay on: ให้เลือก CD-ROM drives 8.กด Apply 9. กด OK ( จบ ) ***** วิธีเปิด-ปิด CD-ROM โดยไม่ต้องใช้มือ ******* การเปิดไดร์ฟก็คลิ๊กขวาเลือก eject ครับ จะปิดไดร์ฟก็ คลิ๊กขวาแล้วเลือก close tray ทำให้ ลูกศร ตรง ShortCut ให้หายไป Start > Run แล้วพิมพ์ regedit แล้วกด ok HKEY_CLASSES_ROOT\lnkfile คลิ๊ก IsShortcut แล้วกดปุ่ม Delete เพื่อลบออกไป ----------------------------------------------------------------------------- เอา User name ตรง Startmenu ออก 1.Start -> Run -> พิมพ์ว่า GPEDIT.MSC เพื่อเรียกโปรแกรม Group Policy ขึ้นมานะครับจากนั้นก็ไปที่ User Configuration -> Administrative Templates -> Start Menu and Taskbar นะครับแล้วก็ดูขั้นตอนต่อไปเลยครับ 2.ให้หาคลิ๊กคำว่า Remove Username from Start Menu Double Click ขึ้นมาแล้ว Check ที่ Enabled แล้วกดปุ่ม OK เท่านั้นก็เรียบร้อยแล้วครับ ----------------------------------------------------------------------------- ตั้งเวลา Shutdown เปิด Command Prompt ขึ้นมา(run พิมพ์ cmd >OK) พิมพ์ Shutdown วรรค แล้วต่อด้วยคำสั่งที่ต้องการดังนี้ -i = ให้มีกรอบโต้ตอบขึ้นมา -l = Logoff -s = Shutdown -r = Restart -m \\ชื่อคอมพ์ =สั่งให้คอมเครื่องนั้นปิดเครื่อง รีสตาร์ต หรือ ลอกออฟ -t xx = ตั้งเวลาทำตามคำสั่ง xx วินาที -c "comment" = ให้มี Comment ขึ้น -f = ปิดโปรแกรม -a = ยกเลิกคำสั่งทั้งหมด สามารถพิมพ์หลายคำสั่งได้ โดยแต่ละคำสั่งให้วรรค เช่น ต้องการให้ปิดเครื่องใน 30 วินาที โดยมีข้อความว่า"จะปิดแล้วนะ"ก็พิมพ์อย่างนี้ shutdown -s -t 30 -c "จะปิดแล้วนะ" เป็นต้น เมื่อคุณDownload Boot Screen ที่ต้องการได้แล้ว มันจะเป็นไฟล์.zipใช่ไมครับ ข้างในจะมีไฟล์2ตัวที่สำคัญคือ ntoskrnl.exe ใช้กับWin XPที่ไม่ใช่version SP1 ส่วน ntoskrnlSP1ใช้กับWin XPที่เป็นversion SP1(ดูได้ที่ Control Panel ---> System ---> General ครับ) 1. ให้เลือกไฟล์ที่ต้องไปเก็บไว้ในMy Documents 2. จัดการเปลี่ยนชื่อมันซะ เช่นTEMP (ต้องเป็นตัวใหญ่ทั้งหมด) 3. เมื่อเปลี่ยนชื่อเสร็จแล้ว ให้ย้ายมันไปไว้ที่ C:\windows\system32 4. เข้าไปใน Control Panel ---> System ---> Advanced ในหัวข้อStartup and Recovery คลิกที่settingsแล้วไปคลิกที่Edit ไปเปลี่ยน ตรง multi(0)disk(0)rdisk(0)partition(1)\Windows="Windows XP" /fastdetect ให้เป็น multi(0)disk(0)rdisk(0)partition(1)\Windows="Windows XP" /fastdetect /KERNEL=TEMP.EXE ตามชื่อที่ได้ตั้งไป(ต้องเป็นตัวใหญ่ทั้งหมดนะดูให้ดี) แล้วคลิกที่ File กด Saveซะ ออกมากด OK เป็นอันเสร็จ Restart ดูภาพสวยๆที่เลือกได้เลย สิ่งที่กินสเปซเครื่องมากมีดังนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานควบคู่กัน - การเล่น Internet - การทำกราฟฟิค - การปริ้นงานโดยมี Software กำกับ - การทำแบแบรนหรือการทำงานเกี่ยวกับการรวม hardware เข้าด้วยกัน ควรหลีกเลี่ยงการใช้โปรแกรมร่วม การส้าง shortcut รีสตาร์ตวินโดวส์ คลิ้กขวาที่หน้า desktop > New > Shortcut แล้วใส่คำสั่งตรงที่ให้ใส่ Location ไปว่า shutdown -r -t 0 แล้วก็ตั้งชื่อ Shorcut นั้นตามใจชอบ ทีนี้เราก็จะได้ รีสตาร์ตเร็วกว่าเดิม หน่อยนึง

ทำวินโดว์ให้เป็นของแท้

พอดีไปเจอมา เลยเก็บมาฝากกัน มันน่าสนใจตรงที่ไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรช่วยเลย เพียงแค่พิมพ์ตามที่บอกก็ได้แล้ว มาเริ่มกันเลยดีกว่า
1. พิมพ์ regedit ในช่อง run แล้วเข้าไปที่HKey_Local_Machine\Software\Microsoft\WindowsNT\Current Version\WPAEventsทางด้านขวา ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ oobetimer แล้วลบอะไรที่อยู่ในนั้นให้หมด (จะเหลือเลข 0 อยู่สี่ตัว ลบไม่ได้)อันนี้เป็นการล้างค่าที่ไมโครซอฟท์ใช้ตรวจสอบวินโดวส์ขอเราครับ เสร็จแล้วกด OK แล้วปิดไปได้เลย
















2. จากนั้นพิมพ์%systemroot%\system32\oobe\msoobe.exe /aลงในช่อง run แล้วกด Enter จะปรากฎหน้าต่างของ Activate Windows ขึ้นมา จากนั้นให้เลือกที่Yes, I want to telephone a customer service representative to activate Windowsแล้วคลิ๊กที่ Next
3. จากนั้นคลิ๊กที่ Change Product Key โดยที่ไม่ต้องใส่อะไรทั้งนั้นในหน้านี้
4. จากนั้นให้ใส่ Product Key ว่าB3P7V-Q2WTH-CRK4R-YHJRF-39H4Mแล้วคลิ๊กที่ Update เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ให้ปิดหน้าต่างนี้ไปได้เลย โดยคลิ๊กที่ X ที่มุมขวาบน
5. รีสตาร์ทเครื่องหนึ่งครั้ง แล้งลองพิมพ์%systemroot%\system32\oobe\msoobe.exe /aแล้วกด Enter จะปรากฎคำว่าWindows is already activatedถ้าขึ้นตามนี้ก็แสดงว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้วครับ
6. ทดสอบโดยการตรวจสอบกับทางไมโครซอฟท์ โดยการเปิด Windows Explorer แล้วเลือกที่ Help แล้วเลือกที่ ตรวจสอบลิจสิทธิ์วินโดวส์ ถ้ามันบอกว่าเป็นของแท้ก็ลุย อัพเดท โหลดและติดตั้งโปรแกรมฟรีของไมโครซอฟท์ ทั้ง Windows Defeder , WMP11 และอื่น ๆ ได้เลย
ส่วนการทำ Windows Vista ให้เป็นของแท้นั้น ทำได้โดยการเปลี่ยนปีของ BIOS ให้เป็นปี 2099 ก่อนการ Install Vista แล้วพอ Install Vista เสร็จก็ค่อยเปลี่ยนกลับ แค่นี้เอง ไม่รู้ยังไม่เคยลองกับ Vista หละ ถ้าได้ผลยังไงก็ Comment มาบอกกันด้วยนะ (ของ XP ที่บอกว่าข้างบน ทำได้แน่ ลองแล้ว)